กรณีศึกษา KLINIQ เปิดแบรนด์ลูก กระโดดมาสู้ ในน่านน้ำสีแดง
Business

กรณีศึกษา KLINIQ เปิดแบรนด์ลูก กระโดดมาสู้ ในน่านน้ำสีแดง

1 เม.ย. 2024
กรณีศึกษา KLINIQ เปิดแบรนด์ลูก กระโดดมาสู้ ในน่านน้ำสีแดง /โดย ลงทุนเกิร์ล
ธุรกิจคลินิกเสริมความงามในประเทศไทย
เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่อยู่ในน่านน้ำสีแดง หรือ “Red Ocean”
มีทั้งคู่แข่งหน้าใหม่และคู่แข่งหน้าเก่า แข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อแย่งชิงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการมากที่สุด
แต่ก็มีคลินิกมากมายที่สู้ไม่ไหว ก้มหน้าปิดตัวไปพอ ๆ กับคลินิกเกิดใหม่
แล้ว KLINIQ คลินิกความงาม 9,000 ล้านบาท ในตลาดหุ้นไทย มีวิธีรับมือในน่านน้ำสีแดงนี้อย่างไร ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน)
หรือ KLINIQ เริ่มต้นทำธุรกิจคลินิกความงาม ให้บริการด้านผิวหนัง ความงามครบวงจร
ภายใต้แบรนด์ “THE KLINIQUE”
ซึ่งในปี 2565 บริษัทก็เปิดแบรนด์ลูกเพิ่มขึ้นมา ในชื่อ “L.A.B.X”
แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นคลินิกเสริมความงามเหมือนกัน
แต่ใช้กลยุทธ์ในการจับกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น
สำหรับ THE KLINIQUE จะจับกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มวัย ระดับพรีเมียม ซึ่งไม่เซนซิทีฟในเรื่องของราคา
ขณะที่ L.A.B.X จะมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็น กลุ่มวัยรุ่นถึงวันทำงานตอนต้น กำลังซื้อระดับกลางถึงบน
แน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าคนละกลุ่ม ก็ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกัน
ลูกค้าระดับพรีเมียม ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด
ลูกค้ากลุ่มรองลงมา ต้องการความคุ้มค่าคุ้มเงินที่จ่าย
นั่นจึงทำให้แต่ละแบรนด์ชูจุดขายต่างกัน
ยกตัวอย่าง เรื่องการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี
เช่น PICO Laser เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่นำมาใช้รักษาปัญหาผิวต่าง ๆ
THE KLINIQUE จะใช้เครื่อง PICO Clear Enlighten FX นวัตกรรมรุ่นล่าสุด ผลิตโดยบริษัท Cutera ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาเครื่องละ 15 ล้านบาทL.A.B.X จะใช้เครื่อง Discovery PICO ผลิตโดยบริษัท Quanta System จากประเทศอิตาลี ราคาเครื่องละ 8 ล้านบาท
เรื่องทำเลที่ตั้งสาขา
THE KLINIQUE จะเน้นทําเลที่ตั้งในห้างสรรพสินค้าชั้นนํา เพื่อสะท้อนถึงภาพลักษณ์พรีเมียม และเพื่อความสะดวกในการเข้าถึงL.A.B.X จะเน้นทำเลในย่านที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายพลุกพล่าน ยกตัวอย่างสาขาแรก ที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องการใช้พรีเซนเตอร์
THE KLINIQUE ได้แต่งตั้งคุณอั้ม-พัชราภา ซุปตาร์ตัวแม่ของวงการบันเทิง เป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์L.A.B.X เลือกคุณยิปซี-คีรติ มาเป็นพรีเซนเตอร์ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ผู้หญิงยุคใหม่ ที่ดูดีทั้งหน้าตาและรูปร่าง
จากตัวอย่างเหล่านี้ก็พอจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 แบรนด์ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าบ้างแล้ว
ทีนี้เราลองมาดูผลประกอบการของ KLINIQ กัน
ปี 2564 (ก่อนเปิด L.A.B.X)
รายได้รวม 952 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 129 ล้านบาท
ปี 2565
รายได้รวม 1,645 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 205 ล้านบาท
โดยเป็นรายได้จาก L.A.B.X 36 ล้านบาท
ปี 2566
รายได้รวม 2,318 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 288 ล้านบาท
โดยเป็นรายได้จาก L.A.B.X 279 ล้านบาท
ถ้าลองเปรียบเทียบรายได้ L.A.B.X กับรายได้รวมของทั้งบริษัท จะเห็นว่าสัดส่วนนี้มีการเติบโตขึ้นอย่างมาก
จากปี 2565 ที่มีสัดส่วนรายได้เพียง 2% เพิ่มขึ้นเป็น 12% ในปี 2566
จะเห็นได้ว่า การที่บริษัทเปิดแบรนด์ลูก เพื่อขยายฐานลูกค้า ถือเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้บริษัทมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ามาใช้สินค้าและบริการของบริษัทมากขึ้น
และเมื่อลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดี ก็อาจจะเริ่มทดลองบริการที่ดีกว่า
นั่นก็หมายความว่า มีโอกาสที่ลูกค้าแบรนด์ L.A.B.X จะย้ายมาใช้บริการแบรนด์ THE KLINIQUE ที่มีอัตรากำไรสูงกว่า ได้ในอนาคต..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ล่าสุด KLINIQ เปิดตัวคลินิกเสริมความงาม L’Clinic เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่รองลงมาจาก L.A.B.X อีกด้วย
References:
-คำอธิบายและวิเคราะห์ ประจำปี 2566 บมจ.เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม
-https://www.theklinique.com/
-https://www.facebook.com/LABXCLINIC/
-https://www.facebook.com/TheKliniqueMedicalClinic/photos/a.266882253382192/7113407082062974/?type=3
-https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Surgery-FBC273-FB-25-08-2023.aspx
Tag:KLINIQ
© 2024 Longtungirl. All rights reserved. Privacy Policy.