
Business
“ตายหรือยัง ?” แอปเช็กอินรายวัน สำหรับคนอยู่คนเดียว ที่กลัวว่าหากจากไปจะไม่มีใครรู้
15 ม.ค. 2026
“ตายหรือยัง ?” แอปเช็กอินรายวัน สำหรับคนอยู่คนเดียว ที่กลัวว่าหากจากไปจะไม่มีใครรู้ /โดย ลงทุนเกิร์ล
เชื่อว่าหลายคนที่อาศัยอยู่คนเดียว จะต้องเคยคิดกับตัวเองว่าถ้าพรุ่งนี้เราไม่ตื่นขึ้นมา จะมีใครรู้หรือไม่ ?
แม้ฟังดูหดหู่ แต่ความจริงคำถามนี้กลับเป็นความกังวลที่ติดอยู่ในใจของหลายคนทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่คนนิยมแยกออกมาอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น
นี่คือสาเหตุที่แอปพลิเคชันจากจีนอย่าง “死了吗” หรือ “ตายหรือยัง ?” ที่ให้ผู้ใช้กดเช็กอินทุกวันว่ายังมีชีวิตอยู่ กลายเป็นไวรัลจนทะยานขึ้นอันดับ 1 ใน App Store หมวดแอปพลิเคชันเสียเงินของจีนตอนนี้
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
มีคำเปรียบเปรยที่น่าเศร้าในสังคมญี่ปุ่นว่า ชีวิตผู้สูงวัยที่โดดเดี่ยว ก็เหมือนจักจั่นที่อาศัยอยู่ในรังไหมใต้ดินหลายปี แต่เมื่อถึงเวลาออกจากรังไหม พวกมันส่งเสียงร้องได้เพียงไม่กี่วันก็จากโลกนี้ไปอย่างเงียบงัน
ผู้สูงวัยหลายคนโดยเฉพาะในแถบเอเชีย อาศัยอยู่ในอะพาร์ตเมนต์หลายสิบปี พวกเขาเก็บตัวเงียบ แทบไม่ออกจากห้องเหมือนอยู่ในรังไหม ทำให้บ่อยครั้งพวกเขาเสียชีวิตเงียบ ๆ ตามลำพังภายในห้องพัก
เช่น ในปี 2000 ที่ประเทศญี่ปุ่น พบศพชายชราคนหนึ่งเสียชีวิตอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ นานถึง 3 ปี แต่กลับไม่มีใครรู้เพราะเขาอาศัยอยู่เพียงลำพัง ขณะที่ค่าเช่าและค่าน้ำค่าไฟยังถูกตัดจากบัญชีธนาคารอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง จนเงินในบัญชีหมดลง จึงมีคนเข้ามาตรวจสอบ ก่อนจะพบว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว
ส่วนในประเทศจีน จำนวนคนหนุ่มสาวที่อาศัยอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่ และผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยตามลำพังก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนคาดการณ์ว่าในปี 2030 จีนจะมีครัวเรือนที่อยู่คนเดียวถึง 200 ล้านครัวเรือน
ปัญหาความโดดเดี่ยวนี้สะสมต่อเนื่อง และกลายเป็นโจทย์ที่สังคมต้องหาทางรับมือ
จนปี 2025 โปรแกรมเมอร์วัยรุ่นชาวจีน 3 คน ตัดสินใจร่วมกันแก้ปัญหานี้ โดยใช้เวลาเพียง 1 เดือน พัฒนาแอปพลิเคชันชื่อว่า “死了吗” ที่แปลเป็นไทยว่า “ตายหรือยัง” พร้อมระบบวิธีใช้งานที่เรียบง่ายที่สุด
1. ผู้ใช้กรอกชื่อและอีเมลของผู้ติดต่อฉุกเฉิน (Emergency Contact)
2. ทุกวัน ผู้ใช้ต้องเข้าแอปพลิเคชันมาเพื่อกดปุ่ม “Check-in”
3. หากหายไปติดต่อกัน 2 วัน ระบบจะส่งอีเมลไปแจ้งเตือนผู้ติดต่อฉุกเฉินทันที ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
4. สามารถเชื่อมกับสายรัดข้อมือสุขภาพ (Fitness Tracker) เพื่อตรวจจับความผิดปกติ หากร่างกายหยุดเคลื่อนไหว
ในช่วงแรก พวกเขาเปิดให้ดาวน์โหลดฟรี กลุ่มคนที่มาดาวน์โหลดก็มีตั้งแต่ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวตามลำพัง ไปจนถึงคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เลือกใช้ชีวิตโสด ไม่แต่งงาน
แม้แอปพลิเคชันนี้จะเปิดตัวช่วงกลางปี 2025 แต่เพิ่งมาเป็นที่นิยมจริง ๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 เนื่องจากเป็นช่วงที่ประเด็นเรื่องความเหงา และการกลับบ้านไปพบครอบครัว กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมจีน
หลังจากได้รับความสนใจจากสื่อ และมียอดดาวน์โหลดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนโมเดลมาเป็นแบบเสียเงินเพื่อดาวน์โหลดที่ราคา 8 หยวน หรือประมาณ 36 บาท
ต่อมาไม่นาน แอปพลิเคชันนี้ก็ได้ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ในหมวดแอปเสียเงินของ App Store ในประเทศจีนอย่างรวดเร็ว
หลังเรื่องนี้กลายเป็นไวรัลที่จีน ก็มีแอปพลิเคชันทำนองเดียวกันชื่อว่า “活了么” ที่แปลว่ายังมีชีวิตอยู่ไหม ซึ่งมีแนวคิดและฟีเชอร์ใกล้เคียงกัน แต่ให้ดาวน์โหลดฟรี ออกมาให้บริการ
จนเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นฮอตในจีน และติดเทรนด์ของ Weibo แพลตฟอร์มยอดนิยมของจีนถึงปัญหาความโดดเดี่ยวในสังคมเมืองยุคนี้
โดยความเห็นที่น่าสนใจของวัยรุ่นจีนคือ พวกเขาไม่ได้กลัวตายเท่ากับการกลัวว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองในห้องพัก จะไม่มีใครรู้ เพราะสังคมเมืองปัจจุบัน ผู้คนไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อเพื่อนบ้าน
ยิ่งคนวัยทำงานที่อยู่ลำพัง หากไม่ได้ไปทำงานหรือขาดการติดต่อ เพื่อนบ้านมักจะไม่กล้าเข้าไปยุ่งเพราะกลัวจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว ทำให้กว่าจะรู้ว่าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นก็สายเกินไป
ส่วนในไทย ช่วงปีหลัง ๆ มานี้ สำนักข่าวหลายสื่อก็ออกมาวิเคราะห์ว่า ผู้สูงวัยไทยกว่า 1.3 ล้านคน ก็เสี่ยงที่จะตายอย่างโดดเดี่ยว แบบเดียวกับชาวญี่ปุ่น
ท่ามกลางบริบทเหล่านี้ ทำให้แอปพลิเคชัน “ตายหรือยัง” กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนจับตามอง และเตรียมพัฒนาไปสู่ระบบส่ง SMS หรือผ่าน WeChat เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงง่ายขึ้น
แม้จะมีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ชื่อแอปพลิเคชันฟังดูอัปมงคล และเสนอให้เปลี่ยนชื่อเป็นทำนองว่า “ยังมีชีวิตอยู่ไหม” เพื่อให้ฟังดูรื่นหูและเป็นมงคลต่อผู้สูงอายุมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้พัฒนายืนยันว่าจะใช้ชื่อเดิม เพราะจุดประสงค์ของพวกเขาไม่ใช่การแช่งหรือทำให้มันฟังดูโหดร้าย แต่เป็นการสะท้อนปัญหาในสังคม และเป็นเครื่องเตือนใจให้มนุษย์เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่..
References :
- The Japan Times, CNN, The Times, Business Insider, Financial Times