
Economy
ทำไมชาวญี่ปุ่น ไม่อยากเกษียณ แม้ถึงวัยที่ควรพักผ่อนแล้วก็ตาม
10 เม.ย. 2026
ทำไมชาวญี่ปุ่น ไม่อยากเกษียณ แม้ถึงวัยที่ควรพักผ่อนแล้วก็ตาม /โดย ลงทุนเกิร์ล
“โกฮัง..หัวใจโกโฮม” หนังที่กำลังครองใจคนรักสัตว์ทั่วไทยในขณะนี้ คือเรื่องราวของโกฮัง หรือน้องหมาที่ต้องผลัดเปลี่ยนเจ้าของถึง 3 คน เพื่อตามหาความหมายของคำว่าบ้าน
แต่นอกจากความซึ้งที่อินในหัวใจแล้ว อีกเรื่องในหนังที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือชีวิตของคุณฮิโระ เจ้าของคนแรกของโกฮัง
เขาเป็นพนักงานชาวญี่ปุ่นที่ทำงานเป็นหัวหน้าวิศวกรบริษัทรถยนต์ในไทยจนเริ่มแก่ตัว แต่ก็ยังขอขยายเวลาเกษียณตัวเองออกไปเรื่อย ๆ จนถึงเส้นเพดานอายุตามกฎระเบียบ และต้องออกจากงานในที่สุด
ทั้งที่ถึงวัยที่หลายคนเฝ้าฝันถึงการพักผ่อนอยู่บ้าน ทำไมคนญี่ปุ่นบางคน เช่นคุณฮิโระ ถึงยังไม่อยากเกษียณ ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
เป็นที่รู้กันดีว่า ญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ที่เผชิญกับวิกฤติเด็กเกิดใหม่น้อยลงมาอย่างยาวนาน จนทำให้ตลาดแรงงานขาดแคลนคน
ญี่ปุ่นจึงมีนโยบาย ขยายเพดานเกษียณของพนักงานที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยกำหนดให้บริษัทเอกชนในญี่ปุ่น ต้องมีทางเลือกให้พนักงานสามารถทำงานต่อได้จนถึงอายุ 70 ปี
ซึ่งในความจริงแล้ว ไม่ใช่แค่บริษัทต้องการแรงงานเท่านั้น แต่กลุ่มแรงงานผู้สูงวัยจำนวนมากในญี่ปุ่น ก็ต้องการทำงานต่อเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 เหตุผลหลักที่น่าสนใจ ดังนี้
1. “งาน” ไม่ใช่แค่อาชีพ แต่คือ “ตัวตน”
เรามักจะเห็นภาพในหนังหรือการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่เสมอ ว่ามนุษย์เงินเดือนหรือ Salaryman ในญี่ปุ่น จะทุ่มเทชีวิต แรงกายและแรงใจให้บริษัท จนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว
นั่นเป็นเพราะในสังคมญี่ปุ่นมีความเชื่อที่ฝังลึกว่า งานไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือหาเลี้ยงชีพ แต่มันยังเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงตัวตนและเกียรติยศของคนคนนั้น
แนวคิดนี้เลยส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากผูกพันกับองค์กรอย่างลึกซึ้ง จนเกิดวัฒนธรรม Lifetime Employee หรือการทำงานกับบริษัทเดียวไปตลอดชีวิต
อีกทั้งสังคมญี่ปุ่นยังให้คุณค่ากับคนที่ยังทำงานแม้อายุมากแล้ว โดยคนกลุ่มนี้จะถูกมองว่าเป็นต้นแบบของความขยัน มีวินัย และเป็นบุคคลทรงคุณค่าที่สังคมยังต้องการอยู่
ดังนั้น เมื่อถึงวันที่ต้องเกษียณจริง ๆ ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียตัวตนและความภาคภูมิใจตรงนี้ไป ซึ่งทางเดียวที่จะรักษาจิตวิญญาณนี้ต่อไปก็คือ การได้ทำงานต่อ
2. ความกลัวที่จะถูกผู้คนในสังคมลืม
จากสถิติสำนักคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นพบว่า ในปี 2020 ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวมีจำนวนสูงถึง 6.7 ล้านคน และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 10.8 ล้านคน ภายในปี 2050
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนไปถึงวิกฤติสังคมที่เรียกว่า Kodokushi หรือการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังในบ้าน โดยที่ไม่มีใครพบเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นหวาดกลัวที่สุด
ดังนั้น การได้กลับมาทำงาน จึงเป็นหนทางในไม่กี่ทางเลือก ที่พวกเขาจะได้ออกมาเจอผู้คน และรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า
นอกจากนี้ มีผลสำรวจที่น่าสนใจระบุว่าเกือบครึ่งหนึ่งของคนญี่ปุ่นในช่วงอายุ 70-74 ปี ไม่คิดว่าตัวเองแก่ พวกเขายังรู้สึกกระฉับกระเฉง มีพลัง และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับสังคมอยู่เสมอ
การถูกตราหน้าว่าเกษียณแล้ว จึงเป็นเหมือนการตัดขาดพวกเขาออกจากโลกที่พวกเขายังอยากมีส่วนร่วมอยู่
3. โครงสร้างเศรษฐกิจ ที่บีบให้ผู้สูงวัยจำนวนหนึ่งต้องทำงานต่อ
ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากประเด็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ตามที่กล่าวไปข้างบน เรื่องของปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ ก็เป็นความจริงที่โหดร้าย
ปัจจุบันคนญี่ปุ่นมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นมาก โดยผู้ชายมีอายุเฉลี่ย 81 ปี และผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 87 ปี ซึ่งยืนยาวกว่าในอดีตที่บันทึกไว้ในปี 1947 ถึง 30 ปี
เมื่ออายุยืนขึ้น แต่เงินบำนาญไม่โตตามค่าครองชีพที่พุ่งสูง ก็เกิดปัญหาการเงินตามมา จนมีรายงานว่าคนญี่ปุ่นอาจต้องมีเงินเก็บราว 4 ล้านบาทถึงจะอยู่รอดได้นาน 30 ปีหลังเกษียณ
และจำนวนเงินที่มากนี้เอง กลายเป็นกำแพงที่บีบให้ชาวญี่ปุ่นวัยเกษียณบางคน จำเป็นต้องกลับเข้ามาในตลาดแรงงานอีกครั้ง แม้ว่าจะได้รับค่าจ้างที่ไม่สูงเท่าเดิมก็ตาม
สุดท้ายแล้วต้องยอมรับว่าเรื่องราวของคุณฮิโระที่ถ่ายทอดออกมาไม่กี่ชั่วโมงในหนัง สามารถสะท้อนแง่มุมแนวคิดชีวิตการทำงานของสังคมญี่ปุ่น ได้อย่างบีบคั้นหัวใจไม่น้อย
กับความจริงที่ว่าการเกษียณสำหรับบางคนไม่ใช่รางวัล แต่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ ที่ทำให้ใครบางคนต้องเผชิญกับความเงียบเหงาและการสูญเสียคุณค่าของตัวเอง
และในขณะที่โกฮัง ออกเดินทางเพื่อตามหาความหมายของคำว่าบ้าน ในชีวิตจริงของชาวญี่ปุ่นวัยเกษียณหลายคน ก็กำลังตามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ในวันต่อไปเหมือนกัน..
References :
- Japan Times, Business Insider