Ben & Jerry’s อาณาจักรไอศกรีม ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ
Business

Ben & Jerry’s อาณาจักรไอศกรีม ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ

28 ม.ค. 2021
Ben & Jerry’s อาณาจักรไอศกรีม ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ว่า ในทุกๆ คำที่เราตักไอศกรีม Ben & Jerry’s เข้าปาก มีรายละเอียดเล็กๆ ซ่อนอยู่มากมาย และตลอดเวลาที่ก่อตั้งมา Ben & Jerry’s ยังคงรักษาจุดยืนเรื่องสังคมมาโดยตลอด
แล้วเรื่องราวของ Ben & Jerry’s น่าสนใจอย่างไร?
และนอกเหนือจากเรื่องของรสชาติ Ben & Jerry’s ยังซ่อนเรื่องราวดีๆ อะไรไว้?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
แบรนด์ไอศกรีม Ben & Jerry’s ก่อตั้งขึ้นในปี 1978 หรือเมื่อประมาณ 43 ปีที่แล้ว
โดยชื่อของแบรนด์ได้ถูกตั้งตาม ชื่อของผู้ก่อตั้ง ซึ่งก็คือ คุณ Ben Cohen และคุณ Jerry Greenfield
ซึ่งจริงๆ แล้ว ในตอนแรกพวกเขาอยากจะเปิดร้านเบเกิล
แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดไป เพราะต้นทุนของพวกอุปกรณ์ต่างๆ นั้นค่อนข้างสูง
หลังจากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนมาเปิดร้านไอศกรีม ที่ใช้ทุนน้อยกว่าแทน
ซึ่งในตอนนั้น พวกเขาทั้งสองคนไม่มีใครมีความรู้เรื่องไอศกรีมเลย ทำให้พวกเขาตัดใจไปลงเรียนคอร์สทำไอศกรีม ที่มหาวิทยาลัย Pennsylvania State
และในเวลาต่อมา ร้านไอศกรีม Ben & Jerry’s แห่งแรกก็เกิดขึ้น ณ ปั๊มน้ำมันเก่า ในเมืองเบอร์ลิงตัน รัฐเวอร์มอนต์ ประเทศสหรัฐฯ
ไอศกรีมของ Ben & Jerry’s มีจุดเด่นอยู่ที่ เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม และอัดแน่นมากับเครื่องไอศกรีมชิ้นใหญ่
เช่น ในบางรสชาติก็จะมีช็อกโกแลตชิ้นโต มาพร้อมกับวอลนัตเต็มๆ ชิ้น หรือบราวนีเต็มๆ คำ
ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีที่มาที่ไป จากปัญหาสุขภาพของคุณ Ben Cohen
เนื่องจากคุณ Ben Cohen มีปัญหาในการรับรส และกลิ่นได้ต่ำมาก
ดังนั้นคุณ Jerry Greenfield เพื่อนซี้และผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน
จึงตั้งใจว่าอยากจะทำไอศกรีมที่ทำให้คุณ Ben Cohen สามารถรับรู้ถึงรสชาติและเนื้อสัมผัสได้อย่างดี
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไอศกรีมของ Ben & Jerry’s ต้องมีรสชาติเข้มข้น เนื้อเนียนนุ่ม และอัดแน่นด้วยเครื่องต่างๆ มาแบบชิ้นเต็มคำ เพื่อให้คุณ Ben Cohen สามารถรับรสถึงมันได้อย่างชัดเจน
โดยหลังจากที่พวกเขาเปิดร้านได้ไม่นาน
Ben & Jerry’s ก็ค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งจากผู้คนในเมือง และจากผู้คนที่แวะเวียนผ่านเมืองนี้
ผ่านไปเพียงปีเดียว ชื่อเสียงของ Ben & Jerry’s ก็กระจายไปทั่วเมือง และเมืองรอบๆ
ต่อมาพวกเขาจึงเริ่มคิดหาวิธีที่จะเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น
ซึ่งในขณะนั้น Ben & Jerry’s ยังมีเพียงสาขาเดียว และจะเสิร์ฟไอศกรีมเป็นสกู๊ป แบบใส่ถ้วยหรือโคน ทำให้ลูกค้าจะต้องเดินทางมาที่ร้านเท่านั้น
ดังนั้นคุณ Ben Cohen จึงมีความคิดที่จะบรรจุไอศกรีมใส่ถ้วยไพนต์
เพื่อให้พวกเขาสามารถนำไอศกรีมไปฝากขายตามร้านขายของชำต่างๆ ได้
และการขายไอศกรีมแบบถ้วยไพนต์ ยังทำให้พวกสามารถขายไอศกรีมในปริมาณมากและราคาที่สูงขึ้นได้ด้วย
และต่อมาในปี 1981 แบรนด์ Ben & Jerry’s ได้เริ่มขยายแฟรนไชส์ไปยังเมืองรอบๆ เป็นครั้งแรก
ความคิดในการขยายแฟรนไชส์ และนำไอศกรีมใส่ถ้วยไพนต์วางขายนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก
แต่ทว่านี้กลับเป็นการตัดสินใจที่ถูกทาง เพราะทำให้ธุรกิจสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างในปี 1994 ที่ Ben & Jerry’s ก็สามารถส่งไอศกรีมแบบถ้วยไพนต์ ไปขายยังสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก
และหลังจากนั้นไม่นาน จุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ไอศกรีมนี้ก็มาถึง
เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Unilever ได้เข้าซื้อกิจการ Ben & Jerry’s ไปในปี 2000
ซึ่งแน่นอนว่า Unilever บริษัทมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอุปโภคบริโภคระดับโลกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ดังนั้นการกระจายสินค้าของ Ben & Jerry’s ไปยังประเทศต่างๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก
และนี่จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แบรนด์ Ben & Jerry’s ก้าวขึ้นมาโดดเด่นในตลาดไอศกรีมระดับโลกได้
ปัจจุบันลูกค้าหลักๆ ของ Ben & Jerry’s ยังคงอยู่ในสหรัฐอเมริกา
โดยในปี 2019 Ben & Jerry’s ทำยอดขายที่สหรัฐอเมริกา ไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท
นอกเหนือจากเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์ Ben & Jerry’s แล้ว
ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน..
Ben & Jerry’s ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำ “ธุรกิจ” ควบคู่ไปกับ “สังคม” อยู่ไม่น้อย
เริ่มกันที่เรื่องของวัตถุดิบ อย่าง วานิลลา, ช็อกโกแลต และกาแฟ ที่ทาง Ben & Jerry’s ได้กำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องมีใบรับรอง Fair Trade เท่านั้น
สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ ก็เป็นเพราะทาง Ben & Jerry’s ต้องการมั่นใจว่าวัตถุดิบที่ซื้อมา จะไม่มีการเอาเปรียบ หรือกดราคาเหล่าเกษตรกรที่เป็นผู้ปลูกวัตถุดิบเหล่านี้
นอกจากนี้ ที่มาของ “บราวนี” ในไอศกรีมของ Ben & Jerry’s ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
เพราะบราวนีเหล่านี้ถูกผลิตโดย “Greyston Bakery”
ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตเบเกอรี ที่อยู่ภายใต้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Greyston
โดยทาง Greyston จะมีนโยบายเปิดรับสมัครพนักงาน โดยไม่ต้องส่งประวัติใดๆ
เพื่อเปิดโอกาสให้กับทุกคนในสังคมสามารถเข้าทำงานที่นี่ได้
ซึ่งในทุกๆ วัน Ben & Jerry’s จะสั่งซื้อบราวนีจาก Greyston Bakery มากกว่า 18,000 กิโลกรัม เลยทีเดียว
ดังนั้น การที่ Ben & Jerry’s สั่งซื้อบราวนีจาก Greyston Bakery ก็จะช่วยให้คนเหล่านี้มีรายได้
และไม่เป็นภาระในสังคม
อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ ตั้งแต่สมัยที่ Ben & Jerry’s ถูกบริหารโดยผู้ก่อตั้งทั้งสอง
จนกระทั่งในปัจจุบัน ที่ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในมือของ Unilever
หนึ่งสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปคือ Ben & Jerry’s จะยังคงบริจาค 7.5% ของกำไรทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือสังคม
ผ่านทางมูลนิธิของตัวเองที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1985
นอกจากเรื่องของการทำเพื่อสังคมแล้ว
Ben & Jerry’s ก็ยังมักออกมาเคลื่อนไหวทางสังคมอีกด้วย
ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ในปี 2018 ที่ทาง Ben & Jerry’s ได้ออกไอศกรีมรสชาติใหม่ที่ชื่อว่า “Pecan Resist”
พวกเขาได้ใช้ไอศกรีม เป็นทั้งกระบอกเสียง และเครื่องมือในการต่อต้านอย่างสันติ กับแนวคิดของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มีทั้งการเหยียดสีผิว เพศ และเชื้อชาติ
โดยหลังจากที่ทางแบรนด์ได้เปิดตัวไอศกรีมรสใหม่นี้ ก็ทำให้มีทั้งกระแสสนับสนุน
และกระแสต่อต้านสินค้าของแบรนด์ Ben & Jerry’s อย่างดุเดือด
แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการออกมาแสดงจุดยืนของ Ben & Jerry’s ในครั้งนี้จะไม่เสียเปล่า
เพราะในวันนั้น หุ้นบริษัทแม่ของ Ben & Jerry’s ก็ปรับขึ้นสูงถึง 4.74%
เรื่องราวของแบรนด์ Ben & Jerry’s ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าประทับใจ
เพราะนอกจากจะผลิตสินค้าที่มีทั้งคุณภาพ และรสชาติที่ดีแล้ว
พวกเขายังไม่ลืมที่จะนึกถึงสังคมอีกด้วย..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ในทุกๆ ปี Ben & Jerry’s จะแจกไอศกรีมฟรี ในวันที่เรียกว่า “Free Cone Day”
โดยประเพณีนี้ เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 1979 เพื่อฉลองครบรอบ 1 ปีแรกที่ร้านเปิด
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.