
Business
Costco ห้างค้าส่งชื่อดังในสหรัฐฯ บริหารต้นทุนอย่างไร ให้มีกำไรมหาศาล ทั้งที่ขายสินค้าราคาถูก
26 พ.ค. 2026
Costco ห้างค้าส่งชื่อดังในสหรัฐฯ บริหารต้นทุนอย่างไร ให้มีกำไรมหาศาล ทั้งที่ขายสินค้าราคาถูก /โดย ลงทุนเกิร์ล
ถ้าพูดถึงบริษัทที่ทำธุรกิจห้างค้าส่งรายใหญ่ในเมืองไทย
เราคงนึกถึง ซีพี แอ็กซ์ตร้า เจ้าของ Makro
แต่ถ้าเป็นในสหรัฐอเมริกา หนึ่งในชื่อที่หลายคนนึกถึงคือ Costco ห้างค้าส่งที่ขายสินค้าแพ็กใหญ่ ในราคาคุ้มค่า โดยลูกค้าต้องสมัครสมาชิกก่อน จึงจะเข้ามาซื้อสินค้าได้
หากมองเผิน ๆ เราอาจคิดว่าธุรกิจนี้ คงทำกำไรได้น้อย เพราะไม่เน้นขายของแพง และไม่ได้ตั้งกำไรต่อชิ้นสูงมาก
แต่ในความเป็นจริง Costco กลับเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้มหาศาล
หากย้อนดูผลประกอบการของบริษัท Costco Wholesale
ปี 2023 รายได้ 7,768,036 ล้านบาท กำไร 205,884 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 8,156,928 ล้านบาท กำไร 241,832 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 8,820,332 ล้านบาท กำไร 264,708 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า แม้ Costco จะขายสินค้าราคาถูก แต่บริษัทยังสามารถผลิตกำไรหลักแสนล้านบาทได้ทุกปี
แล้ว Costco ทำได้อย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
คำตอบของเรื่องนี้คือ การบริหารต้นทุนให้ต่ำ และมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้บริษัทขายสินค้าในราคาถูกได้ โดยยังรักษากำไรเอาไว้
ทีนี้ ลองมาดูกันว่า Costco ใช้วิธีอะไรบ้าง
- ใช้ Economies of Scale ในการลดต้นทุนต่อหน่วย
จากโมเดลของ Costco ที่เน้นขายสินค้าในปริมาณเยอะ ๆ ทำให้บริษัทต้องสั่งซื้อสินค้า หรือผลิตสินค้าครั้งละมาก ๆ จนเกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
เมื่อซื้อเยอะ Costco จึงมีอำนาจต่อรอง ดีลราคาพิเศษกับทางซัปพลายเออร์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะซื้อสินค้ามาขาย หรือซื้อวัตถุดิบในการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ตนเอง
นอกจากนี้ การผลิตจำนวนมากยังช่วยเฉลี่ยต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเครื่องจักร ค่าเช่าโรงงาน หรือระบบขนส่ง ให้กระจายไปอยู่ในสินค้าจำนวนมากขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ ยิ่ง Costco ซื้อหรือผลิตมากเท่าไร ต้นทุนต่อหน่วยก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น
- ทำแบรนด์สินค้าของตัวเอง (Private Brand) มาขาย
Private Brand ของ Costco ก็คือแบรนด์ “Kirkland Signature” ที่มีสินค้าหลากหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็น สินค้าอุปโภคและบริโภค เครื่องครัว ของใช้เด็ก ไปจนถึงอาหารสัตว์ บางส่วน Costco ผลิตเอง บางส่วนไปจ้างคนอื่นผลิตให้แล้วนำมาติดแบรนด์ Kirkland Signature อีกที
ข้อดีคือ Costco สามารถควบคุมต้นทุนและคุณภาพได้มากขึ้น พร้อมตั้งราคาขายให้ถูกกว่าแบรนด์ทั่วไปในหมวดเดียวกัน
โดยสินค้าหลายรายการของ Kirkland Signature มักถูกกว่าแบรนด์อื่นราว 20% สิ่งนี้กลายเป็นจุดขายสำคัญ เพราะลูกค้ารู้สึกว่าได้สินค้าคุณภาพดี ในราคาที่คุ้มค่า
ที่สำคัญหากลูกค้าเกิดติดใจในแบรนด์ขึ้นมา ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสการกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย และทำกำไรให้กับ Costco ไปอีกทาง
- จำกัดจำนวนสินค้าในร้าน เพื่อให้บริหารง่ายขึ้น
ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของ Costco บอกว่า ในคลังสินค้าของ Costco จะมีรายการสินค้าเฉลี่ยอยู่ราว ๆ 4,000 รายการ ต่างจากเชนค้าปลีกเจ้าอื่น ที่มีรายการสินค้ามากกว่า 30,000-100,000 รายการ
ที่เป็นแบบนี้ เพราะ Costco จะเลือกเป็นคู่ค้ากับแบรนด์ เพียงจำนวนหยิบมือเท่านั้น เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงานที่ซับซ้อน เช่น ต้นทุนการจัดซื้อ ต้นทุนโลจิสติกส์ ต้นทุนการจัดเก็บสินค้า
อีกทั้งการจำกัดแบรนด์คู่ค้าให้มีน้อยราย ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ Costco มีอำนาจในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ได้ราคาสินค้าที่ถูกลงเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้ซัปพลายเออร์ต่าง ๆ เกิดการแข่งขันกันเอง เพื่อชิงตำแหน่งบนเชลฟ์สินค้าของ Costco ที่มีฐานลูกค้าสมาชิกจำนวนมหาศาล รอซื้อสินค้าอยู่
- ตัดต้นทุนอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นออกไปให้ได้มากที่สุด
เช่น Costco จะไม่ลงทุนหนักในการตกแต่งภายในร้านให้ดูหรูหรา แต่ตั้งใจจัดให้เหมือนโกดังสินค้า เพื่อเน้นใช้สอยพื้นที่ในการจัดวางสินค้า
ถ้าสังเกตให้ดี การเปิดพื้นที่ให้โล่งจะทำให้ Costco สะดวกและง่ายต่อการนำอุปกรณ์ทุ่นแรงเข้ามายกสินค้าจัดวางบนเชลฟ์ โดยไม่ต้องใช้แรงงานคนเยอะเกินไป
นอกจากนี้ Costco จะไม่ค่อยมีพนักงานอยู่ภายในร้านมากนัก เมื่อเทียบกับเชนค้าปลีกอื่น ๆ เพราะที่นี่ใช้ระบบ “Cash and Carry” เน้นให้ลูกค้าบริการตนเอง ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพนักงานไปได้
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Costco ไม่เน้นใช้งบโฆษณาจำนวนมาก แต่ใช้การสื่อสารกับสมาชิกโดยตรง เช่น การส่งอีเมลหรือโปรโมชันเฉพาะกลุ่ม
การประหยัดต้นทุนเหล่านี้ ทำให้บริษัทสามารถนำเงินไปใช้กับสิ่งที่สำคัญกว่า เช่น การลดราคาสินค้า หรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สมาชิก
- ระบบสมาชิก Costco ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปี
เนื่องจาก Costco รู้ดีว่า การขายสินค้าราคาถูก ในปริมาณมาก อาจทำให้ธุรกิจมีอัตรากำไรสุทธิที่ต่ำ
ดังนั้น Costco จึงต้องมีรายได้อีกทางจากค่าสมาชิกรายปี เพื่อนำเงินมาชดเชยในส่วนที่ขาดทุนในบางสินค้า รวมถึงนำมาใช้ช่วยบริษัทให้มีกระแสเงินสดที่มั่นคง
โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา จำนวนสมาชิกจากทุกสาขาทั่วโลกของ Costco ได้เพิ่มขึ้นเป็น 145 ล้านคน ทำให้ทั้งปี บริษัทมีรายได้จากค่าสมาชิกสูงถึง 173,204 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเกือบ 2% ของรายได้ทั้งหมด
และรายได้ตรงนี้ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Costco สามารถทำกำไรได้หลักแสนล้านบาทนั่นเอง
ที่น่าสนใจคือ ปี 2025 Costco มีอัตราการต่ออายุสมาชิกสูงถึง 90% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ลูกค้าจำนวนมากยังรู้สึกว่าการซื้อของที่ Costco คุ้มกว่าการไปซื้อที่อื่น..
References:- Costco, Mashed, Yahoo Finance, Business Insider