
Business
ซีรีส์ BL และ GL ไทย ซอฟต์พาวเวอร์มูลค่า 5 พันล้าน โต 20% ต่อปี
12 มิ.ย. 2026
ซีรีส์ BL และ GL ไทย ซอฟต์พาวเวอร์มูลค่า 5 พันล้าน โต 20% ต่อปี /โดย ลงทุนเกิร์ล
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซีรีส์ BL (Boys' Love) และ GL (Girls' Love) ของไทย ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับอุตสาหกรรมบันเทิง
ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยผลิตคอนเทนต์ BL/GL มากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งเอเชีย หรือราว ๆ 100 เรื่องต่อปี แซงหน้าประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันรวมกันเสียอีก
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ซีรีส์แนว Boys’ Love (BL) มีต้นกำเนิดมาจากการ์ตูนและนิยายภาพของญี่ปุ่นในยุค 1970
ขณะที่ Girls’ Love (GL) เริ่มแยกตัวมาเป็นแนวทางเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจนในช่วงยุค 2000
ขณะที่ Girls’ Love (GL) เริ่มแยกตัวมาเป็นแนวทางเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจนในช่วงยุค 2000
โดยประเทศไทยได้นำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้และสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง ด้วยการเน้นไปที่ความสัมพันธ์ทางอารมณ์ ความโรแมนติกที่ค่อย ๆ ก่อตัว
มากกว่าการผูกเรื่องอยู่กับความขัดแย้งเรื่องการเปิดเผยตัวตนทางเพศ (Coming-out) ซึ่งความโรแมนติกนี้เองที่ดึงดูดผู้ชมได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง
ซีรีส์ BL เรื่องแรก ๆ ในบ้านเราที่จุดประกายให้คนหันมาสนใจ เกิดขึ้นเมื่อปี 2014 กับซีรีส์เรื่อง “Lovesick The Series” แสดงโดย คุณไวท์-ณวัชร์ และคุณกัปตัน-ชลธร
ตามมาด้วยอีกหลายเรื่อง จนมาถึงความสำเร็จของซีรีส์ “เพราะเราคู่กัน 2gether The Series” ในปี 2020 ที่เกิดตำนานคู่จิ้นไบร์ท-วิน
ส่วนซีรีส์ GL ก็กำลังมาแรงและทำเงินได้มหาศาลไม่แพ้กัน ตั้งแต่ความสำเร็จของ “ทฤษฎีสีชมพู GAP The Series” ที่สร้างชื่อให้คุณฟรีน-สโรชา และคุณเบ็คกี้-รีเบคก้า ดังเป็นพลุแตก
ไปจนถึงสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่อย่างช่อง 3 ที่ส่งคุณหลิงหลิง-ศิริลักษณ์ และคุณออม-กรณ์นภัส ลงสนามด้วยเรื่อง “ใจซ่อนรัก” ที่ยังคงความปังมาจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมซีรีส์ BL/GL ของไทย มีมูลค่าตลาดพุ่งสูงถึงเกือบ 5,000 ล้านบาท ในปี 2025 และมีการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นการเติบโตราว 20% ต่อปี
ความน่าสนใจคือ ธุรกิจนี้มีโมเดลการสร้างรายได้ที่ขยายวงไปไกลกว่าแค่ยอดวิว โดยมีปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้
กลยุทธ์ปั้นคู่จิ้น เพื่อต่อยอดรายได้
ค่ายผู้ผลิตมักจะทำการตลาดนักแสดงในรูปแบบแพ็กคู่ หากคู่ไหนเคมีเข้ากันและได้รับความนิยม ค่ายก็จะนำกลับมาแสดงคู่กันในซีรีส์เรื่องใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดกระแส
นอกจากนี้เมื่อซีรีส์จบ ค่ายก็ยังสามารถต่อยอดสร้างรายได้ ผ่านการจัดงานแฟนมีตติ้งแบบคอนเสิร์ตทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการขายสินค้าออฟฟิเชียล หรือแฟนกูดส์ (Goods) เป็นสินค้าเกี่ยวกับศิลปินออกมาขาย เช่น ตุ๊กตา เสื้อผ้า กระเป๋า แท่งไฟ ซึ่งราคาก็ไม่ใช่เบา ๆ เลย
พลังสนับสนุนจากกลุ่มแฟนคลับทั่วโลก
แฟนคลับเหล่านี้มีความทุ่มเทและกำลังซื้อสูงมาก พวกเขายินดีอุดหนุนสินค้า เหมาป้ายโฆษณาเพื่อโปรโมตศิลปิน หรือแม้กระทั่งบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากต่างประเทศ เพื่อมาร่วมงานแฟนมีตติ้งที่กรุงเทพฯ
และฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นนี้ เราจะเห็นแบรนด์หรูระดับโลกที่มาจ้างนักแสดงซีรีส์ BL/GL มาเป็น Brand Ambassador กันทีละราย ตัวอย่างเช่น
คุณวิน เมธวิน กับแบรนด์ Prada
คุณพีพี กฤษฏ์ กับแบรนด์ Balenciaga
คุณฟรีน สโรชา กับแบรนด์ Valentino
คุณพีพี กฤษฏ์ กับแบรนด์ Balenciaga
คุณฟรีน สโรชา กับแบรนด์ Valentino
การผลักดันเป็นซอฟต์พาวเวอร์
ท่ามกลางสังคมที่เปิดกว้าง ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรม มองเห็นโอกาสในการส่งออกวัฒนธรรมไทยผ่านซีรีส์แนวนี้
ประกอบกับการที่ไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้นำด้านการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ในภูมิภาค ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้เป็นอย่างมาก
มาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า ซีรีส์ BL และ GL ของไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่คอนเทนต์เฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
แต่ได้กลายเป็นขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจและสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมชิ้นสำคัญ ที่ดึงดูดทั้งเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว การขายสินค้า และอิเวนต์ที่บัตรขายหมดเกลี้ยงทั้งในและต่างประเทศ
ใครจะรู้ว่า ด้วยการเติบโตในระดับ 20% ต่อปี ในอนาคตอุตสาหกรรมซีรีส์ BL และ GL จากไทย อาจกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และขยายฐานแฟนคลับไปสู่ระดับโลกได้ยิ่งกว่านี้ก็เป็นได้..
References:
Bloomberg, Time, ช่องทางออนไลน์ของบริษัท