
Business
ประเทศอิตาลี มีธนาคารที่ให้คนนำ “ชีส” มาค้ำประกันกู้เงินได้
29 มิ.ย. 2026
ประเทศอิตาลี มีธนาคารที่ให้คนนำ “ชีส” มาค้ำประกันกู้เงินได้ /โดย ลงทุนเกิร์ล
หากมีคนบอกว่า “ชีส” สามารถนำไปค้ำประกันเงินกู้กับธนาคารได้ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องแปลก
หากมีคนบอกว่า “ชีส” สามารถนำไปค้ำประกันเงินกู้กับธนาคารได้ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องแปลก
แต่สำหรับ Parmigiano-Reggiano นี่คือเรื่องจริง เพราะในอิตาลี ชีสชนิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบบนจานพาสตาเท่านั้น แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า จนธนาคารยอมรับเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับการปล่อยสินเชื่อมานานกว่า 70 ปี
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
เบื้องหลังของโมเดลนี้มาจาก Credem Bank (Credito Emiliano) ธนาคารพาณิชย์ในประเทศอิตาลี
ธนาคารแห่งนี้มีบริการสินเชื่อที่ใช้ชีสเป็นหลักประกันมาตั้งแต่ปี 1953 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมในแคว้น Emilia-Romagna ไปแล้ว
คำถามคือ ทำไมธนาคารถึงยอมรับชีสเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ?
ต้องเล่าว่า Parmigiano-Reggiano เป็นชีสที่ได้รับการคุ้มครองแบบ PDO หรือ DOP ของยุโรป ซึ่งหมายความว่าจะผลิตได้เฉพาะในพื้นที่ที่กำหนดของอิตาลีเท่านั้น
อีกทั้งชีสชนิดนี้ยังมีมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด โดยผู้ผลิตต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสมาคมผู้ผลิต Parmigiano-Reggiano อย่างเคร่งครัด ทำให้คุณภาพของสินค้าเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
ที่สำคัญ ชีสชนิดนี้มีตลาดรองรับทั่วโลก แต่ละปี มีการผลิต Parmigiano-Reggiano หลายล้านก้อน และส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ชีสชนิดนี้มีตลาดซื้อขายที่มีสภาพคล่อง และมีการกำหนดราคาอย่างชัดเจน
อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากสินค้าเกษตรหลายชนิด
เช่น หลังจากผลิตเสร็จ ชีสจะยังขายไม่ได้ทันที แต่ต้องผ่านการบ่มอย่างน้อย 12 เดือน และบางก้อนอาจบ่มนานถึง 40 เดือน
ยิ่งบ่มนาน รสชาติก็ยิ่งซับซ้อน คุณภาพสูงขึ้น และราคาก็สูงขึ้นตามไปด้วย ต่างจากสินค้าทางการเกษตรหลายประเภทที่มูลค่ามักลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ชีสกำลังนอนบ่มอยู่ในโกดัง ผู้ผลิตยังคงต้องแบกรับต้นทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าแรงงาน ค่าอาหารวัว ค่าน้ำ ค่าไฟที่เกิดขึ้นทุกเดือน
พูดง่าย ๆ คือ แม้จะมีสินทรัพย์มูลค่าสูงอยู่เต็มโกดัง แต่ผู้ผลิตอาจต้องรอนานเป็นปี กว่าจะเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านั้นให้กลายเป็นเงินสดได้
และนี่เอง คือช่องว่างที่ทำให้ระบบ “กู้เงินด้วยชีส” ถือกำเนิดขึ้น
โดย Credem Bank จะรับชีสที่อยู่ระหว่างการบ่มมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ผลิต
ปกติแล้ว ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อประมาณ 60-80% ของมูลค่าชีสในขณะนั้น
ยิ่งชีสมีอายุมากขึ้นและผ่านการบ่มนานขึ้น มูลค่าของชีสก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้มูลค่าของหลักประกันเพิ่มขึ้นตามเช่นกัน
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ จากราคา Parmigiano-Reggiano ในปี 2025
ชีสบ่ม 12 เดือน 1 ก้อน น้ำหนัก 40 กิโลกรัม จะมีมูลค่าราว 528.8 ยูโร หรือประมาณ 20,000 บาท ธนาคารจะปล่อยกู้ประมาณ 12,000-16,000 บาท ต่อก้อน
ชีสบ่ม 24 เดือน 1 ก้อน น้ำหนัก 40 กิโลกรัม จะมีมูลค่าราว 623.6 ยูโร หรือประมาณ 24,000 บาท ธนาคารจะปล่อยกู้ประมาณ 14,000-19,000 บาท ต่อก้อน
เงินกู้มีระยะเวลาสูงสุด 24 เดือน ซึ่งตรงกับระยะเวลาการบ่มมาตรฐาน หากผู้ผลิตผิดนัดไม่ได้มาชำระหนี้ตามกำหนด ธนาคารสามารถขายชีสเพื่อชดเชยหนี้ได้
แน่นอนว่า การรับชีสเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ใช่แค่เอามาวางกองไว้ในโกดังธรรมดา
แต่ Credem Bank มีคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิและความชื้นขนาดใหญ่ ที่ดูแลโดยบริษัทลูกชื่อ Magazzini Generali delle Tagliate
เมื่อชีสถูกส่งมาถึง จะถูกสแกนและบันทึกข้อมูลทั้งหมดลงในระบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น วันที่ผลิต แหล่งผลิต และสถานะปัจจุบัน ก่อนนำเข้าเก็บรักษา
จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารและผู้เชี่ยวชาญจะคอยเข้าไปทำความสะอาด พลิกกลับด้าน และเคาะตรวจเช็กคุณภาพชีสอยู่เสมอ เพื่อให้ชีสมีคุณภาพสูงสุดเมื่อครบกำหนด หากพบรอยแตก ความชื้นผิดปกติ หรือความเสียหายใด ๆ ระบบจะรายงานทันที
และเมื่อชีสมีอายุครบ 12 เดือน สมาคมผู้ผลิต Parmigiano-Reggiano จะเข้ามาตรวจสอบคุณภาพ โดยใช้วิธีเคาะก้อนชีสและฟังเสียงสะท้อน เพื่อหาความผิดปกติภายใน
และเฉพาะก้อนที่ผ่านมาตรฐานเท่านั้น ที่จะได้รับตรารับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเปรียบเสมือนใบรับประกันคุณภาพ ที่ช่วยยืนยันมูลค่าของสินค้าในสายตาผู้ซื้อทั่วโลก ทำให้ธนาคารมั่นใจมากขึ้นในการรับชีสเหล่านี้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ปัจจุบัน คลังแห่งนี้มีสินทรัพย์ภายในคิดเป็นมูลค่าประมาณ 12,600 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรและผู้ผลิตชีสในอิตาลี สถานที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนท่อน้ำเลี้ยงสำคัญ ให้ผู้ผลิตมีสภาพคล่องไปใช้หมุนเวียนธุรกิจต่อไป
ที่น่าสนใจคือ มีการบอกเล่าว่า ธนาคารแห่งนี้ไม่เคยขาดทุนจากการปล่อยกู้รูปแบบนี้เลย แม้แต่ยูโรเดียว
เพราะหลักประกันที่ถืออยู่ ไม่ได้เสื่อมมูลค่าตามกาลเวลา แต่กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างที่ถูกเก็บรักษา
หากมองในมุมกว้าง โมเดลนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการออกแบบระบบการเงินให้เข้ากับธรรมชาติของธุรกิจท้องถิ่น
แต่ต้องบอกว่า โมเดลลักษณะนี้ไม่สามารถใช้กับสินค้าเกษตรทุกประเภทได้ เพราะสินทรัพย์ที่จะใช้เป็นหลักประกันต้องมีมาตรฐานชัดเจน เก็บรักษาได้นาน และมีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง
ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากบ้านเราสามารถพัฒนาโมเดลลักษณะนี้กับสินค้าเกษตรบางประเภทได้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรไทยได้ไม่น้อย..
Reference :
Edition CNN