เมื่อของเล่นกลัวแท็บเล็ตแย่งความรัก พนักงานออฟฟิศ ก็กลัว AI แย่งงาน..
Economy

เมื่อของเล่นกลัวแท็บเล็ตแย่งความรัก พนักงานออฟฟิศ ก็กลัว AI แย่งงาน..

30 มิ.ย. 2026
เมื่อของเล่นกลัวแท็บเล็ตแย่งความรัก พนักงานออฟฟิศ ก็กลัว AI แย่งงาน.. /โดย ลงทุนเกิร์ล
ทุกคนจำความรู้สึกตอนดู Toy Story ภาคแรกได้ไหมคะ ? 
ตอนนั้น Woody คาวบอยของเล่นตัวโปรดของ Andy เคยอิจฉาและกลัวสุดขีดเมื่อมีของเล่นชิ้นใหม่สุดไฮเทคอย่าง Buzz Lightyear เข้ามา
เพราะสำหรับ Woody แล้ว Buzz คือคู่แข่งที่อาจมาแย่งความรัก และตำแหน่งของเล่นตัวโปรดไปจากเขา
แต่ใครจะคิดว่า ความกลัวแบบเดียวกันนี้ จะถูกยกระดับไปอีกขั้นใน Toy Story 5 เพียงแต่ครั้งนี้ สิ่งที่เข้ามาแย่งความสนใจไม่ใช่ของเล่นตัวใหม่ แต่เป็นแท็บเล็ต
และยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังสะท้อนความรู้สึกของคนทำงานยุคนี้ได้อย่างเจ็บปวด เพราะหลายคนก็กำลังกลัวว่า ตัวเองอาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า AI
เรื่องนี้เหมือนกันอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
บทความจาก Fast Company วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า Pixar อาจกำลังใช้วิธีเล่าเรื่องคล้ายกับนิทานของพี่น้องกริมม์ ที่หยิบเอาความกลัวพื้นฐานของมนุษย์ มาเล่าผ่านเรื่องราวสำหรับเด็ก แต่แฝงความหมายลึกซึ้งกว่านั้น
อย่างนิทานกริมม์ เช่น ซินเดอเรลลา ที่ขับเคลื่อนเนื้อเรื่องด้วยแม่เลี้ยงใจร้ายที่มาแทนที่แม่แท้ ๆ หรือหนูน้อยหมวกแดง ที่เล่าถึงอันตรายจากคนแปลกหน้าและผลลัพธ์ของการไม่เชื่อคำเตือนจากผู้ใหญ่
ขณะที่ Pixar ก็ใช้ตัวละครน่ารัก ๆ อย่างของเล่น เป็นฉากหน้า เพื่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ความกลัวที่จะถูกแทนที่” ตลอดทั้งแฟรนไชส์ Toy Story 
Toy Story ภาคแรก Woody กลัวว่า Buzz Lightyear จะมาแย่งตำแหน่งของเล่นตัวโปรดของ Andy
Toy Story 2 Jessie เล่าถึงบาดแผลในใจที่เคยเป็นของเล่นชิ้นโปรด แต่พอเจ้าของเก่าโตขึ้น เธอกลับถูกลืมทิ้งไว้ใต้เตียง และถูกแทนที่ด้วยสิ่งของของผู้ใหญ่ 
Toy Story 3 เหล่าของเล่นต้องเผชิญความจริงว่า Andy ในวัย 17 ปี กำลังจะย้ายไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย และอาจไม่ต้องการพวกมันอีกต่อไป
Toy Story 4 Woody ต้องปรับตัวกับการไม่ได้เป็นของเล่นชิ้นโปรด เมื่อของเล่นตัวอื่นเริ่มมีความสำคัญมากกว่า
มาถึง Toy Story 5 ภาคนี้ เหล่าของเล่นแก๊งเดิม ต้องพบกับภัยคุกคามใหม่เป็นแท็บเล็ตชื่อว่า Lilypad ที่ทำให้เด็ก ๆ หันไปติดหน้าจอ แทนที่จะเล่นกับของเล่นแบบเดิม
ถ้ามองเผิน ๆ นี่อาจเป็นแค่เรื่องของเด็กกับของเล่น แต่ถ้ามองลึกลงไป มันคล้ายกับสิ่งที่คนทำงานจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
เพราะสำหรับพนักงานออฟฟิศยุคนี้ ภัยคุกคามอาจมาในรูปแบบ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่มีแนวโน้มจะเข้ามาแทนที่พนักงานมนุษย์ในแทบจะทุกสายอาชีพ
โดยเฉพาะงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานวิเคราะห์ งานเอกสาร งานบริการลูกค้า งานบัญชี งานการเงิน หรืองานหลังบ้านต่าง ๆ
หรือความรู้สึกหมดความสำคัญ ที่เหล่าของเล่นใน Toy Story กลัวว่าตัวเองจะตกกระป๋อง ถูกเด็ก ๆ ทิ้งขว้าง เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ เข้ามาแย่งความสนใจไป 
ก็ไม่ต่างจากความรู้สึกของคนทำงานจำนวนมากในวันนี้ ที่เริ่มตั้งคำถามว่า ทักษะที่ตัวเองมีอยู่จะยังมีคุณค่าแค่ไหน หากวันหนึ่ง AI สามารถทำงานแบบเดียวกันได้เร็วกว่า ถูกกว่า หรือมีประสิทธิภาพมากกว่า
และเมื่อมองไปยังสถิติในโลกความเป็นจริง ความกังวลนี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นลอย ๆ
ดัชนี Iceberg Index ของเครื่องจำลองแรงงาน MIT ระบุว่า 11.7% ของตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีทักษะที่ทับซ้อนกับสิ่งที่ AI สามารถทำได้ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าค่าจ้างที่อาจได้รับผลกระทบสูงถึงราว 40 ล้านล้านบาท
สอดคล้องกับ Goldman Sachs ที่ประเมินว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา AI ทำให้การเติบโตของการจ้างงานในสหรัฐฯ ลดลงราว 16,000 ตำแหน่งต่อเดือน
ตัวเลขนี้อาจยังไม่ใช่สัญญาณว่า AI กำลังแทนที่มนุษย์ทั้งหมดในทันที เพราะในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีงานบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI แต่นี่เป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ
อ่านมาถึงตรงนี้ Toy Story อาจกำลังบอกเราว่า ความกลัวการถูกแทนที่ไม่ใช่เรื่องใหม่
Woody เคยกลัว Buzz
Jessie เคยกลัวการถูกลืม
ของเล่นทั้งแก๊งเคยกลัวการโตขึ้นของ Andy
แต่สิ่งที่ Toy Story ภาคแรกเคยทิ้งไว้ให้เราก็คือ Woody และ Buzz ไม่ได้จบลงด้วยการทำลายกัน แต่ทั้งคู่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และกลายเป็นเพื่อนรักกันได้ในที่สุด
ดังนั้น คำถามสำคัญของ Toy Story 5 จึงอาจไม่ใช่แค่ว่า ของเล่นจะเอาชนะแท็บเล็ตได้อย่างไร
แต่ชวนให้คิดต่อว่า ในวันที่เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแย่งพื้นที่เดิมของเรา เราจะปรับตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นของเล่นชิ้นเก่าที่ถูกลืม หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง..
References :
- Fast Company, Pixar
© 2026 Longtungirl. All rights reserved. Privacy Policy.