รู้จัก Globish สตาร์ตอัปการศึกษา ของคนไทย ที่รายได้โตเท่าตัว 5 ปีซ้อน
Business

รู้จัก Globish สตาร์ตอัปการศึกษา ของคนไทย ที่รายได้โตเท่าตัว 5 ปีซ้อน

19 ก.พ. 2021
รู้จัก Globish สตาร์ตอัปการศึกษา ของคนไทย ที่รายได้โตเท่าตัว 5 ปีซ้อน /โดย ลงทุนเกิร์ล
Globish เป็นแพลตฟอร์มเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ซึ่งถือเป็น EdTech Startup 
หรือสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีการศึกษา ยุคแรกๆ ของประเทศไทย
ที่น่าสนใจคือ ตลอด 6 ปี ที่ Globish ให้บริการมา รายได้เติบโตเป็นเท่าตัวแทบทุกปี
และ Globish ยังมีผู้ก่อตั้ง ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงนักศึกษาจบใหม่อีกด้วย

ลงทุนเกิร์ลได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณชื่นชีวัน วงษ์เสรี หรือคุณจุ๊ย ผู้ร่วมก่อตั้ง Globish 
เรื่องราวของแพลตฟอร์มสอนภาษานี้น่าสนใจอย่างไร? 
แล้วถ้าเราอยากเป็นผู้ก่อตั้ง หรือ ‘Founder’ ของสตาร์ตอัปบ้าง จะต้องทำอย่างไร? ลงทุนเกิร์ลจะแชร์ให้ฟังค่ะ

ถ้าให้เล่าถึงคุณจุ๊ย ชีวิตของเธอก็คงเป็นเหมือนเด็กทั่วๆ ไป
เธอเป็นเด็กต่างจังหวัด พอโตขึ้นก็ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพ
ซึ่งเธอก็เรียนโรงเรียนไทยมาโดยตลอด และไม่เคยไปต่างประเทศ

ทำให้ประสบปัญหาเดียวกับเด็กไทยหลายๆ คน 
ที่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ เรียนได้เกรดดี แต่กลับพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

หลังจากเรียนจบมัธยม เธอก็เลือกเรียนต่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย
เพราะรู้สึกว่าเรียนศิลป์-ภาษามา ก็คงต้องเรียนต่อให้ตรงสาย

แต่สุดท้ายพอพบว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองชอบ จึงตัดสินใจลาออก
และสอบเข้าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทน 
โดยเลือกสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง
เพราะมองว่ายังได้ใช้ความรู้ด้านภาษาที่เธอชอบ ประกอบกับได้เรียนธุรกิจ ที่เธอสนใจ

ระหว่างนั้นเอง คุณจุ๊ยก็ได้มีโอกาสไปเข้าค่ายเกี่ยวกับการพัฒนาผู้นำ ทำให้มีโอกาสได้เจอกับผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน ที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เหมือนกัน
หรือคุณทรอย-ธกานต์ อานันโทไทย ซึ่งอยากทำธุรกิจเพื่อสังคม 

ทั้งสองจึงร่วมกับผู้ก่อตั้งอีกคน สร้าง Globish กันขึ้นมาในปี 2557
โดยได้แนวคิดการเป็นแพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ 
และเงินทุน จาก Angel Investor ชาวญี่ปุ่น

แต่ก็ไม่ได้ทำปุ๊บและประสบความสำเร็จปั๊บ 
เพราะกว่าจะมีวันนี้ได้ Globish ก็ล้มเหลวจนเกือบเจ๊งไปหลายครั้ง

รอบแรก Globish มีความตั้งใจอยากให้เด็กจบใหม่พูดภาษาอังกฤษได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในหน้าที่การงาน เลยเริ่มจากการเข้าไปคุยกับมหาวิทยาลัย 
สุดท้ายก็ไม่มีใครซื้อ เพราะทางมหาวิทยาลัยมองว่า
ทุกวันนี้มีหลักสูตรภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่เด็กก็ยังไม่ค่อยให้ความสนใจ 

ต่อมาจึงหันไปจับกลุ่มผู้พิการ เนื่องจากความเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ 
น่าจะเหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้ ที่เดินทางลำบาก
โดยรายได้จะมาจากการขอเงินสนับสนุนจากองค์กรหรือธุรกิจ และคิดในราคาที่ถูกมากๆ 

แต่สุดท้ายก็ขาดทุน เพราะขาดประสบการณ์ในการบริหาร
และกลุ่มเป้าหมายก็ไม่ได้ต้องการบริการของ Globish จริงๆ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณจุ๊ยได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ ก็คือ 
เราควรจะช่วยคนที่เขาต้องการได้รับความช่วยเหลือจริงๆ 
ที่สำคัญบางครั้งลูกค้าก็ไม่ได้ต้องการ ‘ของถูก’ แต่พวกเขาต้องการ ‘ของดี’ ต่างหาก

ซึ่งจริงๆ แล้วหลังจากเรียนจบ คุณจุ๊ยก็ได้ทำงานในบริษัทค้าปลีกเสื้อผ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น เนื่องจากที่บ้านอยากให้ทำงานประจำที่มีความมั่นคง 

เธอจึงทำควบคู่ไปกับ Globish แต่สุดท้ายพอรู้สึกไม่ใช่ทาง 
จึงตัดสินใจออกมาทำสตาร์ตอัปอย่างเต็มตัว โดยทิ้งเงินเดือนก้อนโตไว้ข้างหลัง
ซึ่งตรงกับช่วงการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่รอบที่ 3 
จนกลายเป็น Globish ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั่นเอง

Globish เป็นแพลตฟอร์มเรียนภาษาอังกฤษแบบวิดีโอคอลกับครูต่างชาติที่มีใบรับรอง รวมถึงความเชี่ยวชาญในการสอนแบบออนไลน์โดยเฉพาะ

โดยลูกค้าประมาณ 80% ในปัจจุบัน เป็นผู้ใหญ่ที่อยากพัฒนาตนเอง 
และองค์กร ที่อยากพัฒนาความสามารถของพนักงาน

แล้ว Globish ประสบความสำเร็จมากแค่ไหน?
เราลองมาดูผลประกอบการของ บริษัท โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) จำกัด กันค่ะ

ปี 2558 รายได้ 0.4 ล้านบาท 
ปี 2559 รายได้ 5.4 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 12.9 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 44.4 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 87.0 ล้านบาท
จากตัวเลขนี้ ก็เรียกได้ว่า Globish เติบโตอย่างก้าวกระโดดทุกปี 

แล้วถ้าอยากเป็นแบบคุณจุ๊ย เป็นผู้ก่อตั้ง หรือ Founder ของสตาร์ตอัปที่เติบโตบ้าง ต้องทำอย่างไร? 

คุณจุ๊ยเล่าว่า ตอนเริ่มธุรกิจเธอไม่ได้ใช้เงินทุนจากพ่อแม่เลย 
ดังนั้นพอมีเงินทุนอยู่ที่ไหน จึงต้องรีบวิ่งเข้าไปหา 
ไม่ว่าจะเป็นรายการเกมโชว์แข่งขันเคสธุรกิจ รวมถึงการระดมทุนจากนักลงทุนหลายๆ แห่ง 

ซึ่งก็โชคดีว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่วงการสตาร์ตอัปในไทยกำลังเติบโต
พอมีโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ Globish จึงได้ทั้งพื้นที่สื่อ 
และได้รับการสนับสนุนจากพวก Accelerator Program 

ในส่วนของการสร้างทีม Globish ก็เน้นการชักชวนคนใกล้ตัว เนื่องจากตอนแรกยังมีเงินทุนจำกัด
แต่ข้อดีของเรื่องนี้ก็คือ เป็นคนที่ทำงานด้วยกันได้อย่างลงตัว เพราะรู้จักกันดีอยู่แล้ว

สำหรับตัวโปรดักต์ ก็เริ่มต้นด้วยการใช้ต้นทุนน้อยที่สุด
อย่างแรกๆ การสอนของ Globish จะใช้ผ่านโปรแกรมวิดีโอคอล Skype
แต่พอเริ่มเติบโต ก็มีการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง 
เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน รวมถึงเหมาะสมกับรูปแบบการสอนและการวัดผลมากกว่าเดิม

เมื่อแพลตฟอร์มของตัวเองสำเร็จแล้ว ข้อดีของการเป็นสตาร์ตอัปก็เริ่มเห็นผล 

นั่นก็คือ “Scalable” หรือสามารถรับลูกค้าเพิ่มได้หลายเท่า 
โดยที่ไม่ต้องลงทุนสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาใหม่

และ “Repeatable” หรือการเอาแพลตฟอร์มนี้ไปใช้ซ้ำกับบริการด้านอื่น รวมถึงการให้บริการในประเทศอื่น โดยปรับระบบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างเช่นตอนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ที่ทำให้คนชะลอการใช้จ่าย
Globish ก็มีการออกโปรดักต์ใหม่ เป็นคอร์สเรียนภาษาจีน 
เนื่องจากมองไปถึงลูกค้ากลุ่มผู้บริหาร ที่เก่งภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่ต้องการเสริมสกิลอื่น

หรือออกโปรดักต์ Speaking Lab ซึ่งเป็นคอร์สเรียนภาษาอังกฤษแบบกลุ่มสำหรับเด็ก
เพื่อให้ราคาเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้มากขึ้น จากปกติที่จะสอนเฉพาะตัวต่อตัวเท่านั้น

นอกจากนั้นยังมีการขยายธุรกิจไปที่เวียดนาม 
เพราะมองว่าเป็นตลาดใหญ่และโอกาสการเติบโตสูง

ซึ่งคุณจุ๊ยก็เล่าว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้เดินทางไปเหยียบเวียดนามเลย
แต่สามารถให้บริการจนมีรายได้แตะหลักล้านแล้ว ภายในเวลาไม่กี่เดือน
อาศัยเพียงแค่การคุยทางไกลกับพนักงานที่เวียดนาม 
และการปรับแพลตฟอร์มเดิมเล็กน้อย แค่ภาษาในระบบ นอกนั้นก็ใช้งานได้เลย

ซึ่งในอนาคตคุณจุ๊ย ก็มีเป้าหมายการขยายธุรกิจในอนาคต 
ทั้งแนวนอน หรือ การขยายการสอนภาษาอังกฤษ ไปยังประเทศอื่นๆ 
และแนวตั้ง หรือ การสอนทักษะอื่นๆ หรือให้คำปรึกษาด้านอื่น ในประเทศไทย 

แต่ไม่ว่าจะเป็นโปรดักต์อะไร หัวใจสำคัญกลับมีจุดเริ่มต้นมาจากสิ่งเดียวกัน
และเป็นสิ่งที่ Globish ยึดถือมาตลอด 
หรือก็คือ “การเข้าใจความต้องการของลูกค้า” นั่นเอง..
Reference:
- สัมภาษณ์ตรงกับคุณชื่นชีวัน วงษ์เสรี หรือคุณจุ๊ย ผู้ร่วมก่อตั้ง Globish
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.