
Business
The Weeknd เสกเพลงฮิตเป็นเงินทุน 3.3 หมื่นล้านบาท โดยไม่เสียลิขสิทธิ์เพลงแม้แต่ 1%
13 ต.ค. 2026
The Weeknd เสกเพลงฮิตเป็นเงินทุน 3.3 หมื่นล้านบาท โดยไม่เสียลิขสิทธิ์เพลงแม้แต่ 1% /โดย ลงทุนเกิร์ล
The Weeknd หรือ อาเบล มักโกเนน เทสเฟย์ (Abel Makkonen Tesfaye) คือหนึ่งในศิลปินระดับโลกที่มีฐานคนฟังบน Spotify สูงถึง 115 ล้านคนต่อเดือน
The Weeknd หรือ อาเบล มักโกเนน เทสเฟย์ (Abel Makkonen Tesfaye) คือหนึ่งในศิลปินระดับโลกที่มีฐานคนฟังบน Spotify สูงถึง 115 ล้านคนต่อเดือน
ผลงานเพลงถึง 31 เพลงของเขามียอดสตรีมมากกว่า 1,000 ล้านครั้ง โดยเฉพาะเพลง Blinding Lights ที่มียอดสตรีมสูงถึง 5,630 ล้านครั้ง
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าสถิติยอดฟัง คือการที่เขาสามารถนำผลงานเพลงเหล่านี้ไประดมทุนได้มากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33,600 ล้านบาท โดยไม่ต้องขายสิทธิ์ในเพลงออกไปเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว
แล้วเขาทำได้อย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ในยุคเริ่มต้น อาเบลผลิตผลงานเพลงภายใต้ค่ายเพลงอิสระของตัวเอง และปล่อยให้ฟังฟรีออนไลน์ จนกระทั่งมิกซ์เทป 3 ชุดแรกในปี 2011 อย่าง House of Balloons และ Wicked Game กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้น เขาเลือกนำค่ายเพลงมาร่วมทุนกับ Republic Records ในเครือ Universal Music Group เพื่อขยายการจัดจำหน่ายและการตลาด
ต่อมาในปี 2013 ก่อนปล่อยอัลบัมเต็มชุดแรก เขาก็ได้เซ็นสัญญากับ SONGS Music Publishing เพื่อบริหารจัดการรายได้จากลิขสิทธิ์การแต่งเพลง ซึ่งในเวลาต่อมาสิทธิ์ส่วนนี้ได้เปลี่ยนมือไปอยู่กับ Chord Music Partners ในสัดส่วนประมาณ 50%
นั่นหมายความว่า อาเบลยังคงถือครองสิทธิ์ในผลงานเพลงส่วนที่เหลืออยู่อีกราว 50% เขาจึงมีทางเลือกในการเพิ่มรายได้ ไปต่อยอดการสร้างสรรค์ผลงาน ทัวร์คอนเสิร์ต หรือธุรกิจอื่น ๆ ได้อีกมาก
ซึ่งในวงการดนตรี เมื่อศิลปินต้องการเงินทุนก้อนใหญ่ วิธีที่พบได้บ่อยคือ การขายลิขสิทธิ์แค็ตตาล็อกเพลง ให้กับค่ายเพลงหรือกองทุนที่ลงทุนด้านดนตรี
ตัวอย่างเช่น ไมเคิล แจ็กสัน ที่เคยขายลิขสิทธิ์เพลงสัดส่วน 50% ให้กับ Sony Music ในมูลค่าราว 625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่การขายลิขสิทธิ์แบบเดิม มีข้อเสียใหญ่คือ ศิลปินต้องสูญเสียส่วนแบ่งรายได้ในอนาคตและเสียอำนาจการควบคุมผลงานบางส่วนไป ซึ่งนี่อาจไม่ใช่สิ่งที่ศิลปินดังหลายรายต้องการ
อาเบลจึงเลือกทางเดินใหม่ด้วยการตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) กับ Lyric Capital กองทุน Private Equity ในสหรัฐฯ ที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมดนตรี ในช่วงปลายปี 2025
โดยวางโครงสร้างเงินทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนของทุน จากการลงทุนของ Lyric Capital ที่ 25% มูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐส่วนของหนี้ จากตราสารหนี้ที่มีรายได้จากค่าสิทธิเป็นหลักประกัน (Royalty-Backed Note : RBN) ที่ 75% มูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่ง RBN ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ถูกนำมาใช้ในการระดมทุนที่สำคัญ ภายใต้ความดูแลของ Partners Group สถาบันการลงทุนรายใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์
โดยตราสารหนี้ จะถูกค้ำประกันด้วยรายได้จาก 2 ส่วน ที่ถือเป็นทรัพย์สินของศิลปิน นั่นคือ
สิทธิในบันทึกเสียงต้นฉบับ (Master Recordings)สิทธิในการเผยแพร่ผลงานดนตรี (Publishing Rights) ในสัดส่วน 50% ที่เหลือของศิลปิน
และเพื่อลดความเสี่ยงจากรายได้ค่าลิขสิทธิ์ที่อาจผันผวนในแต่ละปี Partners Group ได้แบ่งชั้นตราสารหนี้ออกเป็น 2 ระดับ คือ
Senior ที่มีโอกาสได้รับการจัดสรรเงินคืนก่อนJunior ได้รับเงินหลังจากจ่ายให้กลุ่ม Senior เรียบร้อยแล้ว
เมื่อหักจ่ายดอกเบี้ยของ RBN เรียบร้อยแล้ว รายได้ส่วนที่เหลือทั้งหมดจะตกเป็นของอาเบลและ Lyric Capital
และผลลัพธ์จากการใช้เครื่องมือทางการเงินทั้งหมดนี้ ทำให้อาเบลได้เงินก้อนโตถึง 33,600 ล้านบาทมาใช้อย่างรวดเร็ว โดยที่ยังคงเป็นเจ้าของสิทธิ์และมีอำนาจควบคุมผลงานเหมือนเดิมทุกประการ
อีกทั้งเมื่อทำการไถ่ถอน RBN ครบทั้งหมด รายได้จากลิขสิทธิ์เพลงก็จะกลับมาเป็นของอาเบลเต็มรูปแบบอีกครั้งตามเดิม
ซึ่งเงินทุนมหาศาลนี้ ก็ไม่ได้ถูกนำไปเก็บไว้เฉย ๆ แต่ถูกใช้ต่อยอดทั้งการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ โปรเจกต์ทางธุรกิจ รวมถึงการจัดทัวร์คอนเสิร์ตในปี 2026 ที่เพิ่งจัดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน
เรียกได้ว่าเคสของ The Weeknd เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของอุตสาหกรรมดนตรียุคใหม่ ที่เบื้องหลังเพลงไม่กี่นาทีที่เราฟัง และคอนเสิร์ตไม่กี่ชั่วโมงบนเวที
มีทั้งระบบการเงิน การลงทุน และสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซ่อนอยู่เบื้องหลังอย่างแยบยล..
References:
Bloomberg, Billboard