
Business
อาหารสัตว์เลี้ยงในกล่องกระดาษ ? เบื้องหลังแนวคิด Tetra Pak ที่อยากสร้างทางเลือกใหม่ให้ตลาด Pet Food
22 ต.ค. 2026
ในยุค Pet Humanization ที่เจ้าของมองสุนัขและแมวเป็นสมาชิกในครอบครัว
การเลือกอาหารสัตว์เลี้ยงจึงมีรายละเอียดมากขึ้น ทั้งเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ คุณภาพอาหาร ไปจนถึงความสะดวกในการให้อาหารแต่ละมื้อ
การเลือกอาหารสัตว์เลี้ยงจึงมีรายละเอียดมากขึ้น ทั้งเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ คุณภาพอาหาร ไปจนถึงความสะดวกในการให้อาหารแต่ละมื้อ
ลองนึกถึงเวลาเตรียมอาหารให้ลูกรัก ทั้งเปิดซองแล้วเลอะมือ เทอาหารออกไม่หมด หรือพอสุนัขและแมวทานไม่หมด ก็ต้องหาภาชนะมาเก็บอาหารที่เหลือ
แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เมื่อต้องเจอทุกวัน ความสะดวกก็อาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยในการเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ที่มีผลต่อการใช้งานในแต่ละมื้อ
นี่คือโอกาสที่ Tetra Pak มองเห็น จึงนำเสนอ Tetra Recart กล่องกระดาษสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก ที่ช่วยให้เจ้าของสุนัขและแมวเปิด เท และเก็บอาหารที่เหลือได้สะดวกขึ้น
พร้อมเปิดทางให้ผู้ประกอบการสร้างความแตกต่างให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและตอบโจทย์ความยั่งยืนไปพร้อมกัน
แล้วกล่องกระดาษที่ดูเหมือนเป็นเพียงการเปลี่ยนแพ็กเกจจิง จะเปลี่ยนเกมธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงได้จริงแค่ไหน ?
ลงทุนเกิร์ลชวนไปหาคำตอบกับ คุณสุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด
คุณสุภนัฐเล่าว่า แม้หน้าตาจะเป็นกล่องกระดาษ แต่ Tetra Recart ก็สามารถเก็บรักษาอาหารเปียกได้นานไม่ต่างจากบรรจุภัณฑ์ที่เราคุ้นเคย เพราะถูกพัฒนาให้รับต่อกระบวนการ Retort หรือการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนและแรงดันสูง เช่นเดียวกับอาหารกระป๋อง

ภายในกล่องประกอบด้วยวัสดุหลายชั้นที่ช่วยป้องกันแสงและอากาศ ทำให้อาหารที่ยังไม่เปิดสามารถเก็บรักษาได้นานประมาณ 2 ปี
ส่วนความแตกต่างที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงสัมผัสได้ ก็คือความสะดวกตั้งแต่เปิดกล่องจนถึงเก็บอาหารที่เหลือ
เพียงฉีกเปิดตามรอยปรุ ก็สามารถเทอาหารออกมาได้ง่าย และหากยังใช้อาหารในกล่องไม่หมด ก็พับปิดกล่องแล้วนำเข้าตู้เย็นได้เลย โดยไม่ต้องย้ายอาหารไปใส่ภาชนะอื่น
แถมรูปทรงสี่เหลี่ยมยังช่วยให้จัดเก็บได้ง่ายทั้งก่อนและหลังใช้ และเมื่อใช้หมดแล้วก็สามารถพับกล่องให้แบนเพื่อลดพื้นที่ขยะก่อนส่งไปรีไซเคิลได้อีกด้วย
นอกจากนี้ Tetra Recart ยังมีบรรจุภัณฑ์ให้เลือกถึง 6 ขนาด ตั้งแต่ 100-500 มิลลิลิตร เพื่อให้แบรนด์สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงแต่ละกลุ่ม
เช่น ขนาด 100 มิลลิลิตร เหมาะกับอาหารแมวและสุนัขพันธุ์เล็ก ขณะที่ขนาด 390 มิลลิลิตร เหมาะกับสุนัขที่ต้องการปริมาณอาหารมากขึ้น หรือเจ้าของที่ต้องการแบ่งอาหารไว้ให้กินหลายมื้อ
ความน่าสนใจของ Tetra Recart ยังไม่หมดแค่ความสะดวกของคนเลี้ยง เพราะในมุมผู้ประกอบการ กล่องรูปแบบนี้ยังมีข้อได้เปรียบด้านการจัดเก็บและขนส่งสินค้าอีกด้วย
คุณสุภนัฐอธิบายว่า หนึ่งในความท้าทายของผู้ประกอบการอาหารสัตว์เลี้ยง คือราคาบรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิมที่อาจผันผวนตามราคาวัตถุดิบ ทำให้การวางแผนต้นทุนเป็นเรื่องยากขึ้น
ขณะที่ Tetra Recart ใช้กระดาษเป็นส่วนประกอบหลัก 71% ตามด้วยพลาสติก 24% และอะลูมิเนียมฟอยล์ 5% โดยกระดาษที่ใช้ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC ว่ามาจากแหล่งป่าปลูกที่มีการจัดการอย่างรับผิดชอบ ซึ่งทำให้ราคาของบรรจุภัณฑ์มีความนิ่งมากกว่าชนิดอื่น ๆ
ในด้านการขนส่งก็มีข้อได้เปรียบ เพราะ Tetra Recart สามารถส่งเข้าโรงงานในสภาพที่ยังไม่ขึ้นรูปเป็นกล่อง ทำให้ประหยัดพื้นที่กว่ากระป๋องที่ขึ้นรูปสำเร็จแล้ว
คุณสุภนัฐ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า หากขนส่งบรรจุภัณฑ์เปล่าในจำนวนเท่ากัน กล่อง Tetra Recart ใช้รถบรรทุกเพียง 1 คัน เทียบกับกระป๋องที่ต้องใช้ถึง 9 คัน
และแม้บรรจุอาหารเรียบร้อยแล้ว รูปทรงสี่เหลี่ยมก็ยังช่วยลดช่องว่างระหว่างกล่อง ทำให้จัดเรียงสินค้าได้แน่นขึ้น
โดยจากการจำลองของ Tetra Pak พบว่า กล่องขนาด 390 มิลลิลิตรสามารถเพิ่มจำนวนสินค้าที่ขนส่งต่อเที่ยวได้ราว 12% เมื่อเทียบกับกระป๋องขนาดใกล้เคียงกัน
การใช้พื้นที่ขนส่งได้คุ้มค่าขึ้น และด้วยน้ำหนักที่เบา จึงมีโอกาสช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ที่ต้องขนส่งสินค้าจำนวนมากออกสู่ต่างประเทศหรือขายผ่าน E-Commerce
นอกจากนี้ เมื่อสินค้ามาถึงชั้นวาง รูปทรงสี่เหลี่ยมยังช่วยให้แบรนด์โดดเด่นขึ้น เพราะสามารถออกแบบได้ทั้ง 5 ด้าน ทั้งโลโก้ ภาพสินค้า และข้อมูลผลิตภัณฑ์ หรือที่คุณสุภนัฐเรียกว่า Billboard Effect
และสำหรับแบรนด์ที่ต้องการนำสินค้าไปวางขายในต่างประเทศ นอกจากความโดดเด่นบนชั้นวางแล้ว เรื่องความยั่งยืนก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่กำลังให้ความสำคัญกับเทรนด์ Paperization หรือการหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีกระดาษเป็นส่วนประกอบหลักมากขึ้น
Tetra Recart จึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการไทย ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก และมีโอกาสนำบรรจุภัณฑ์รูปแบบนี้ไปพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณสุภนัฐมองว่า ความท้าทายสำคัญของการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ คือการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจวิธีใช้งาน เพราะหลายคนยังไม่คุ้นเคยกับอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกในกล่องกระดาษ
แบรนด์จึงต้องให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีเปิดและการเก็บรักษาอาหาร ควบคู่ไปกับการทำการตลาดผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับ
สำหรับประเทศไทย คุณสุภนัฐเชื่อว่า ผู้บริโภคมีความต้องการคล้ายกับต่างประเทศ ทั้งเรื่องคุณภาพอาหารและความสะดวกในการใช้งาน โดยมองว่า Tetra Recart มีโอกาสได้รับการตอบรับที่ดี
ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยติดตั้งเครื่องจักรสำหรับ Tetra Recart แล้ว และคาดว่าจะเริ่มมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2027 นี้
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ยังมีเรื่องให้ผู้ผลิตต้องเตรียมพร้อม ทั้งเครื่องจักร สูตรอาหาร และกระบวนการผลิต
Tetra Pak จึงต้องการเข้ามาเป็น End-to-End Business Partner ที่ช่วยผู้ประกอบการตั้งแต่การวิเคราะห์โอกาสทางการตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดสอบและปรับสูตรอาหาร ไปจนถึงวางแผนการผลิต
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลด้าน Financial Solutions ที่ช่วยวางแผนการลงทุนเครื่องจักรตามความเหมาะสมของแต่ละราย และสามารถสนับสนุนด้านการตลาดหลังผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้อีกด้วย
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาไอเดียใหม่ ๆ ในการพัฒนาสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง หรืออยากรู้ว่า Tetra Recart จะช่วยสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ได้อย่างไร
ลองไปสัมผัสกล่องกระดาษใบนี้ของจริง โดย Tetra Pak ได้ที่โซน Product Showcase บริเวณด้านหน้า Hall 100 ในงาน Pet Fair South East Asia 2026 ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2026 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ
หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์เต็ดตรา แพ้ค