
Business
La Marzocco เครื่องชงกาแฟ ราคาเท่ารถยนต์ 1 คัน ที่ร้านกาแฟยอมจ่าย
21 ต.ค. 2026
La Marzocco เครื่องชงกาแฟ ราคาเท่ารถยนต์ 1 คัน ที่ร้านกาแฟยอมจ่าย /โดย ลงทุนเกิร์ล
เวลาเราเดินเข้าร้านกาแฟ นอกจากกลิ่นหอม ๆ ของเมล็ดกาแฟ และบรรยากาศสวย ๆ ภายในร้านแล้ว
อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจเคยเห็นผ่านตา ก็คือเครื่องชงกาแฟสีเงินขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่บนเคาน์เตอร์ พร้อมโลโกแบรนด์ “La Marzocco”
แต่รู้หรือไม่ว่า เครื่องชงกาแฟที่เราเห็นกันตามคาเฟเหล่านี้ มีราคาเริ่มต้นที่หลักแสนบาท หรือบางรุ่นก็มีราคาทะลุ 1 ล้านบาทเลยทีเดียว
แล้วทำไมร้านกาแฟจำนวนมาก ถึงยอมลงทุนกับเครื่องชงกาแฟราคาเท่ารถยนต์หนึ่งคัน ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
เรื่องราวของ La Marzocco ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 1927 หรือเมื่อ 99 ปีก่อน โดยสองพี่น้องอย่างคุณ Giuseppe Bambi และคุณ Bruno Bambi ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องชงกาแฟขึ้นที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี
ก่อนจะตั้งชื่อแบรนด์ว่า La Marzocco โดยมีที่มาจากรูปปั้นสิงโต สัญลักษณ์ประจำเมืองฟลอเรนซ์
สิ่งที่ทำให้บริษัทเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คือความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องชงกาแฟ
โดยในปี 1939 La Marzocco กลายเป็นผู้ผลิตรายแรกที่คิดค้นเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ ที่ใช้หม้อต้มวางในแนวนอน ซึ่งช่วยให้สามารถติดตั้งหัวชงกาแฟได้มากขึ้น และใช้งานได้สะดวกกว่าเครื่องชงแบบดั้งเดิม
ต่อมาในปี 1970 บริษัทก็สร้างนวัตกรรมอีกครั้ง ด้วยการพัฒนาเครื่องชงกาแฟที่ใช้ระบบ Dual Boiler หรือระบบหม้อต้มแยก 2 ส่วน ช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเสถียรมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็กลายมาเป็นจุดแข็งที่ทำให้ La Marzocco ได้รับการยอมรับในวงการกาแฟ
จนกระทั่งในช่วงปี 1990 แบรนด์ก็ได้รับโอกาสครั้งสำคัญ เมื่อเชนร้านกาแฟระดับโลกอย่าง Starbucks เริ่มเลือกใช้เครื่องชงกาแฟจาก La Marzocco ในตระกูล Linea
อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา เมื่อ Starbucks ขยายสาขามากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มเผชิญกับโจทย์ใหม่ นั่นคือ จะทำอย่างไรให้พนักงานสามารถชงกาแฟได้เร็วและมีมาตรฐานใกล้เคียงกันทุกสาขา เพราะเครื่องชงกาแฟของ La Marzocco ยังจำเป็นต้องใช้บาริสตาที่มีสกิลสูง
Starbucks จึงทยอยเปลี่ยนไปใช้เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติจากบริษัทอื่น และยุติการใช้งานเครื่องชงกาแฟของ La Marzocco ไปในปี 2005
แต่แม้จะเสียลูกค้ารายใหญ่อย่าง Starbucks ไปแล้ว La Marzocco ก็ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับพรีเมียม ที่มีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งหากลองดูราคาขายเครื่องชงกาแฟ La Marzocco ในประเทศไทย จะพบว่า
- Linea Micra เครื่องชงกาแฟสำหรับใช้ในบ้าน ราคาเริ่มต้นประมาณ 159,000 บาท
- Linea Classic S รุ่น 2 หัวชง ราคา 420,000 บาท
- Strada X รุ่น 2 หัวชง บางโมเดลมีราคาสูงถึง 1,100,000 บาท
แล้วอะไรทำให้เครื่องชงกาแฟของ La Marzocco ยังเป็นที่ต้องการ ทั้งที่มีราคาสูงขนาดนั้น ?
1. เทคโนโลยีและคุณภาพ
เครื่องชงกาแฟแบรนด์ La Marzocco มีประสิทธิภาพสูง ใช้งานได้ต่อเนื่อง และช่วยให้บาริสตาควบคุมคุณภาพกาแฟได้ดี จึงเป็นสิ่งที่ร้านกาแฟจำนวนไม่น้อยยอมลงทุน
นอกจากนี้ La Marzocco ยังมีจุดเด่นในเรื่องวัสดุ และการประกอบเครื่องชงกาแฟด้วยมือ โดยช่างผู้เชี่ยวชาญในประเทศอิตาลีอีกด้วย
2. บริการหลังการขาย
สำหรับร้านกาแฟแล้ว เครื่องชงกาแฟเป็นเหมือนเครื่องจักรสำคัญ ที่ต้องทำงานต่อเนื่องแทบตลอดทั้งวัน การดูแลรักษาเครื่อง จัดหาอะไหล่ และซ่อมแซมเมื่อเกิดปัญหา จึงสำคัญไม่แพ้คุณภาพของตัวเครื่องเลย
ซึ่ง La Marzocco ก็มีเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่มีบริษัทอย่าง BONCAFÉ และ BLUEKOFF จำหน่ายเครื่องชงกาแฟของแบรนด์นี้
3. Brand Value หรือมูลค่าของแบรนด์
หนึ่งสิ่งที่ La Marzocco สร้างขึ้นมาตลอดเกือบ 100 ปี ก็คือภาพลักษณ์การเป็นเครื่องชงกาแฟระดับพรีเมียม เพราะทุกวันนี้ เครื่องชงกาแฟถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าอีกด้วย
โดยเฉพาะร้าน Specialty Coffee ที่การมีเครื่องชงกาแฟดิไซน์สวย ๆ จากแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ ก็ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับร้านได้ด้วย
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือ ธุรกิจเครื่องชงกาแฟพรีเมียมที่ดูเหมือนจะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มนี้ ยังมีขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
โดยในปี 2023 บริษัท De'Longhi ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องชงกาแฟชื่อดังจากอิตาลี ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้น La Marzocco ราว 41.2% ด้วยเงิน 12,500 ล้านบาท
นั่นหมายถึง De'Longhi ได้ประเมินมูลค่ากิจการของ La Marzocco ทั้งบริษัทไว้สูงถึง 30,340 ล้านบาทเลยทีเดียว
ก่อนจะดำเนินการซื้อกิจการแล้วเสร็จในปี 2024 และนำ La Marzocco มารวมอยู่ในกลุ่มธุรกิจเครื่องชงกาแฟระดับมืออาชีพ ร่วมกับแบรนด์ Eversys
และถ้าดูผลประกอบการล่าสุด จะพบว่า ในปี 2025 กลุ่มธุรกิจเครื่องชงกาแฟระดับมืออาชีพของ De'Longhi ซึ่งมี La Marzocco และ Eversys เป็นแบรนด์หลัก ทำรายได้ 18,335 ล้านบาท
ส่วนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 กลุ่มธุรกิจเดียวกันนี้ ก็ทำรายได้ไปแล้ว 11,370 ล้านบาท เติบโต 36.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดเครื่องชงกาแฟระดับพรีเมียมยังคงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะเมื่อผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับกาแฟคุณภาพดี และประสบการณ์การดื่มกาแฟมากขึ้น..
References :
- La Marzocco, Bluekoff