
Business
ครอบครัว Boost Juice ปั้น Yo-Chi จากร้านโฟรโยเหลือ 4 สาขา สู่ธุรกิจหมื่นล้านได้อย่างไร ?
30 ต.ค. 2026
ใครจะคิดว่า ร้านขาย Frozen Yogurt จะกลายเป็นสถานที่แฮงเอาต์ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ จนถูกขนานนามว่าเป็น “ไนต์คลับของ Gen Z”
นี่คือเรื่องราวของ Yo-Chi แบรนด์จากออสเตรเลียที่ไวรัลไปทั่วโลก และเพิ่งเปิดสาขาแรกในไทยที่ centralwOrld
ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน Yo-Chi มียอดขายกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี และมีรายงานว่าธุรกิจกำลังมุ่งสู่มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 47,550 ล้านบาท
แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน Yo-Chi กลับเป็นเพียงธุรกิจที่เหลือร้านอยู่แค่ 4 สาขา ก่อนเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้ครอบครัวผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำผลไม้อย่าง Boost Juice
แล้วครอบครัวนี้ทำอย่างไร ถึงเปลี่ยนร้านที่เคยเงียบเหงา ให้กลายเป็นธุรกิจหมื่นล้าน ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 2012 เมื่อคุณ Manny Stul มหาเศรษฐีจากธุรกิจของเล่น ก่อตั้ง Yo-Chi ขึ้นในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
ต่อมาในปี 2018 ธุรกิจถูกซื้อไปโดย MAdE Establishment กลุ่มธุรกิจร้านอาหารของคุณ George Calombaris เชฟชื่อดัง อดีตกรรมการ MasterChef Australia
แต่เพียง 2 ปีให้หลัง กลุ่ม MAdE Establishment กลับประสบปัญหาทางการเงินจนต้องเข้าสู่กระบวนการบริหารกิจการโดยผู้ดูแลภายนอก (Voluntary Administration)
ส่งผลให้ Yo-Chi เหลือเพียง 4 สาขาที่ยังเปิดให้บริการอยู่ จึงได้ขายกิจการต่อให้กับคุณ Oliver Allis และคุณ Riley Allis สองพี่น้องจากครอบครัวผู้ก่อตั้ง Boost Juice
โดยมีคุณ Jeff Allis ผู้เป็นพ่อ ซึ่งมีประสบการณ์สร้างธุรกิจ Boost Juice ร่วมกับภรรยาอย่างคุณ Janine Allis เข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนา Yo-Chi
ขณะที่คุณ Oliver ซึ่งมีอายุเพียง 23 ปีในตอนนั้น ได้เข้ามารับตำแหน่ง Chief Brand Director เพื่อชุบชีวิต Yo-Chi ให้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง
แล้วคุณ Oliver เปลี่ยนร้าน Frozen Yogurt ให้กลายเป็น “ไนต์คลับของ Gen Z” ได้อย่างไร ?
ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งของการฟื้นตัว เกิดจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในออสเตรเลียที่ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง และมองหาพื้นที่พบปะสังสรรค์ โดยไม่ต้องไปผับหรือบาร์
ยิ่งในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การออกไปเที่ยวกลางคืนที่อาจต้องจ่ายอย่างน้อย 80 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 1,900 บาท ก็ยิ่งทำให้หลายคนมองหาทางเลือกใหม่ ๆ
ซึ่งคุณ Oliver ก็มองเห็นโอกาสตรงนี้ ปรับภาพลักษณ์ Yo-Chi จากร้านขายของหวานทั่วไป ให้กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ที่ทุกคนสามารถใช้เวลาร่วมกันได้
ภายในร้านตกแต่งด้วยลูกบอลดิสโก เปิดเพลงสนุกสนาน บางสาขามี DJ มาเปิดเพลงในช่วงสุดสัปดาห์ พร้อมจัดพื้นที่นั่งให้ลูกค้าสามารถพูดคุยกับเพื่อน ๆ ได้อย่างเต็มที่
ทำให้ Yo-Chi กลายเป็นสถานที่ที่หนุ่มสาวออสซี่เลือกมานั่งเล่น นัดเดต หรือใช้เวลาร่วมกับเพื่อน จนเกิดคิวยาวหน้าร้าน และกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย
นอกจากปรับภาพลักษณ์แบรนด์แล้ว เบื้องหลังการดำเนินงานของ Yo-Chi ยังถูกออกแบบมาอย่างรัดกุม ไม่ว่าจะเป็น การใช้ระบบ Self-Service ให้ลูกค้าตัก Frozen Yogurt เลือกท็อปปิง และจ่ายเงินตามน้ำหนักที่ตักเอง ทำให้ร้านมีต้นทุนค่าแรงต่ำมาก
อีกทั้งปรับบาร์ท็อปปิงให้สามารถใช้งานได้ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งช่วยลดเวลารอคอยของลูกค้าลงได้ถึง 50%
ไม่เพียงเท่านั้น คุณ Oliver ยังใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ Anti-Business Marketing เช่น จัดแคมเปญ Walk, Don't Run Club โดยผู้ที่เดินครบ 25,000 ก้าวในวันที่ร่วมกิจกรรม จะได้รับ Frozen Yogurt ฟรี ตามมูลค่าที่กำหนด ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันระหว่าง Yo-Chi กับลูกค้า
และกลยุทธ์เหล่านี้ก็สะท้อนออกมาเป็นการเติบโตของธุรกิจ จากร้านเพียง 4 สาขาในปี 2020
ปัจจุบัน Yo-Chi ขยายไปแล้วกว่า 80 สาขา ทั้งในออสเตรเลีย, สิงคโปร์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา และสาขาล่าสุดในประเทศไทย
ขณะที่ยอดขายในปีงบประมาณ FY2026 สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2026 เติบโตถึง 55% แตะ 5,400 ล้านบาท
ความสำเร็จนี้ยังดึงดูดนักลงทุน โดย Ellerston Capital บริษัทจัดการการลงทุน ได้เข้ามาถือหุ้นราว 4% ขณะที่ครอบครัว Allis ยังคงถือหุ้นใหญ่ประมาณ 74%
มาถึงตรงนี้ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Yo-Chi ไม่ใช่แค่การพลิกฟื้นร้านที่เกือบหายไป ให้กลับมาฮิตอีกครั้ง
แต่เป็นการเปลี่ยนจากร้านที่คนแวะมาซื้อของหวาน ให้กลายเป็นสถานที่ที่คนรุ่นใหม่อยากมาใช้เวลาร่วมกัน
เพราะบางครั้ง การทำให้ธุรกิจเติบโต อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสินค้าที่ขาย แต่ต้องเปลี่ยนเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าอยากเดินเข้าร้านต่างหาก..
References : NewsComAu, BroadSheet, AustralianFinancialReview