Diptyque จากร้านขายศิลปะ สู่แบรนด์เครื่องหอมพรีเมียม
Lifestyle
Business

Diptyque จากร้านขายศิลปะ สู่แบรนด์เครื่องหอมพรีเมียม

20 มี.ค. 2021
Diptyque จากร้านขายศิลปะ สู่แบรนด์เครื่องหอมพรีเมียม /โดย ลงทุนเกิร์ล
หากพูดถึงเทรนด์ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้น “เครื่องหอม”
ไม่ว่าจะน้ำมันหอม ดิฟฟิวเซอร์ หรือแม้แต่เทียนหอม ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ
และในยุคของเครื่องหอมนี้ แบรนด์หนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือแบรนด์ Diptyque
แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วแบรนด์ Diptyque กลับไม่ได้เริ่มต้นมาจากการทำน้ำหอม
และผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คนก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับด้านเครื่องหอมมาก่อนเลย
แล้วแบรนด์ Diptyque เริ่มต้นมาอย่างไร ?
ทำไมจึงกลายเป็นแบรนด์เครื่องหอมได้อย่างในปัจจุบัน ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ทศวรรษที่ 1960 เป็นช่วงเวลาที่นำมาซึ่งแนวคิดใหม่ ๆ 
เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ยกระดับขึ้นเรื่อย ๆ 
ทำให้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเริ่มต้นอะไรสักอย่าง
หนึ่งในนั้นก็คือการรวมตัวกันเปิดร้านของคุณ Christiane Gautrot, คุณ Desmond Knox-Leet 
และคุณ Yves Coueslant ซึ่งทั้งสามเป็นเพื่อนกัน แต่กลับไม่ได้ทำงานในสายเดียวกันเลย
คุณ Christiane Gautrot มีอาชีพเป็นนักออกแบบภายใน
คุณ Desmond Knox-Leet เป็นจิตรกร 
และคุณ Yves Coueslant เป็นผู้อำนวยการโรงละคร และคนออกแบบฉากให้โรงละคร
แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือ “ความรักในงานศิลปะ”
ร้านที่ทั้งสามคนเลือกเปิดจึงเป็นร้านขายของเกี่ยวกับศิลปะ 
ทั้งของที่พวกเขาทำเองหรือของแปลก ๆ ที่พวกเขาไปเจอระหว่างเดินทาง ก็นำกลับมาขายที่ร้านแห่งนี้
ร้านแห่งนี้จึงมีชื่อว่า Diptyque เพราะทั้งสามคน ต้องการให้ร้านดูน่าค้นหา
จึงได้นำคำว่า Diptych ที่มาจากภาษากรีกโบราณ และเป็นคำศัพท์ในงานประติมากรรมต่าง ๆ
แล้วนำมาสะกดใหม่แบบฝรั่งเศสกลายเป็น Diptyque อ่านว่า “ดิปทีก” นั่นเอง
ร้านของพวกเขาตั้งอยู่ที่ 34 Boulevard Saint-Germain ในปารีส
ซึ่งก็เป็นหนึ่งในถนนสายหลักที่เป็นสถานที่ตั้งของร้านเก่าแก่มากมาย 
ที่ในเวลานั้นมีผู้คนมากมายสัญจรไปมาอยู่เรื่อย ๆ 
โดยร้านของพวกเขาก็มีคนแวะเวียนมาบ้าง 
แต่ถึงอย่างนั้น เนื่องจากเค้าไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ 
ทำให้ร้านของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก
แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อวันหนึ่งในปี 1963 พวกเขาตัดสินใจที่จะทำเทียนหอม
เพราะได้รับแรงบันดาลใจที่อยากจะทำกลิ่นหอม 
ให้เข้ากับงานศิลปะของคุณ Desmond Knox-Leet
จึงเกิดเป็นเทียนหอมทั้งหมด 3 กลิ่นได้แก่ Aubépine, Cannelle และ Thé
เปิดตัวในโอกาสที่ร้าน Diptyque ฉลองครบรอบ 2 ปี 
ซึ่งก็กลับกลายเป็นว่า เทียนหอมของร้านได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก
เพราะกลิ่นนั้น นับเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายกว่างานศิลปะแบบอื่น ๆ 
ทำให้กลิ่นสามารถขายได้ไม่เพียงแค่กับคนที่หลงใหลในศิลปะ 
แต่รวมถึงคนทั่วไป ที่อยากนำเทียนหอมไปแต่งบ้าน หรือนำมาใช้เป็นเครื่องหอมก็ได้เช่นกัน
หลังจากประสบความสำเร็จจากเทียนหอม 5 ปีต่อมาพวกเขาก็เปิดตัว น้ำหอมกลิ่นแรก
ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสูตรการทำดอกไม้แห้งผสมเครื่องเทศให้มีกลิ่นหอมของศตวรรษที่ 16 ในชื่อ L’Eau และกลายมาเป็นน้ำหอมขายดีและของขวัญยอดนิยมในเมืองปารีสทันที
หลังจากนั้น Diptyque ก็ได้ออกผลิตภัณฑ์น้ำหอมและเทียนหอมมาอีกหลายกลิ่น
โดยกลิ่นที่ทำออกมา ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวในชีวิต 
รวมถึงการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ของผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คน
แต่นอกเหนือจากกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้คนจดจำได้
ก็คงหนีไม่พ้นฉลากของน้ำหอมและเทียนหอม ที่เป็นตัวหนังสือถูกจัดวางแบบไม่เป็นระเบียบ
โดยเจ้าของโลโก้สุดแหวกแนวนี้ก็คงจะเป็นฝีมือใครไม่ได้
นอกจากคุณ Desmond Knox-Leet จิตรกรประจำกลุ่ม 
ซึ่งเขาก็ได้ออกแบบตัวอักษรมากกว่า 80 แบบ เพื่อให้ตัวหนังสือที่อยู่บนฉลากตอบโจทย์สิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสาร 
นั่นก็คือ “ทุกรายละเอียดของเรื่องจะถูกเล่าด้วยกลิ่น ส่วนตัวอักษรและภาพจะช่วยเล่าเรื่องราวทั้งหมด”
เรียกว่า Diptyque ไม่ได้ทำงานศิลปะบนผืนผ้าใบอีกต่อไป 
แต่เปลี่ยนผลงานศิลปะ ให้มาอยู่บนฉลากสินค้า และกลิ่นหอมที่ผลิตออกมานั่นเอง
และจากความนิยมของของลูกค้า ทำให้ต่อมาในปี 2005 
Manzanita Capital ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนในกลุ่มสินค้าพรีเมียม 
อย่าง Byredo, Kevyn Aucoin และ Eve Lom 
ให้ความสนใจและขอเข้าซื้อกิจการ Diptyque เป็นที่เรียบร้อย
ซึ่งใครจะไปคิดว่าเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ ให้เข้าถึงคนได้มากขึ้น
อย่างทุกวันนี้ที่ Diptyque ไม่ได้เป็นร้านขายสินค้าศิลปะธรรมดาอีกต่อไป
แต่กลายเป็นร้านขายเครื่องหอมที่ใช้ศิลปะในการเล่าเรื่อง 
และทำให้ทุกวันนี้ Diptyque เป็นแบรนด์เครื่องหอมที่ใคร ๆ ต่างนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ 
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.