Liteboxer สตาร์ตอัปเครื่องต่อยมวยอัจฉริยะ กับฉายา Peloton แห่งวงการมวย
Health
&
Beauty
Business

Liteboxer สตาร์ตอัปเครื่องต่อยมวยอัจฉริยะ กับฉายา Peloton แห่งวงการมวย

28 มิ.ย. 2021
Liteboxer สตาร์ตอัปเครื่องต่อยมวยอัจฉริยะ กับฉายา Peloton แห่งวงการมวย /โดย ลงทุนเกิร์ล
ช่วงนี้เทรนด์ออกกำลังกายที่บ้าน กำลังมาแรง 
โดยเฉพาะในต่างประเทศ ก็มีทั้ง Mirror กระจกอินเทอร์แอ็กทีฟ 
ให้เราออกกำลังกายตาม ที่ถูก Lululemon ซื้อไปในมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
หรือเครื่องปั่นจักรยานและลู่วิ่ง Peloton ที่มีมูลค่าบริษัทกว่า 1 ล้านล้านบาท 

แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายแบบตามคลิป หรือแค่วิ่งบนลู่ ปั่นจักรยานอยู่เฉย ๆ
วันนี้ลงทุนเกิร์ลขอพาทุกคนมารู้จักกับเครื่องออกกำลังกายอีกหนึ่งเครื่อง
ที่มีชื่อว่า Liteboxer หรือมีฉายาว่า “The Peloton of Boxing” หรือ Peloton แห่งวงการมวย

แล้ว Liteboxer แตกต่างจากเครื่องออกกำลังกายเครื่องอื่น ๆ อย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง 

Liteboxer ก่อตั้งโดยคุณ Todd Dagres และคุณ Jeff Morin
ซึ่งคุณ Jeff Morin เป็นหนุ่มวิศวกร ที่จบจาก MIT แถมยังได้ใบประกอบอาชีพเป็นเทรนเนอร์
ส่วนคุณ Todd Dagres ก็เป็นหุ้นส่วนของบริษัท Spark Capital ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับการลงทุน

โดยจุดเริ่มต้นของการสร้าง Liteboxer เกิดขึ้นจากความชื่นชอบในการต่อยมวยของคุณ Todd Dagres 

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ออกไปต่อยมวยที่ยิมกับเทรนเนอร์ได้เพียงอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น
เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เขาไม่มีเวลาไปออกกำลังกายที่ยิมบ่อยนัก
และเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกว่า การออกกำลังกายแค่นี้มันยังไม่เพียงพอ

คุณ Todd Dagres จึงพยายามหาทางออกด้วยการซื้อกระสอบทรายสำหรับต่อยมวยมาไว้ที่บ้านเสียเลย
แต่สุดท้ายเขาก็รู้สึกเบื่อ ที่จะต้องต่อยกระสอบทรายที่ไม่สามารถโต้ตอบอะไรกับเขาได้เลย
จนก่อตัวเป็นความรู้สึกผิดที่ต้องต่อยกระสอบทรายที่ไม่มีทางสู้หรือโต้ตอบ

นอกจากนี้ กระสอบทรายยังเป็นอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดการเลอะเทอะได้ง่ายอีกด้วย

พอเรื่องเป็นแบบนี้คุณ Todd Dagres ก็เริ่มเกิดไอเดียว่า เขาจะทำอย่างไร
ให้เขาสามารถออกกำลังกายด้วยการต่อยมวยที่บ้านอย่างสนุกสนานได้
เขาจึงตัดสินใจที่จะสร้างสินค้าขึ้นมาใหม่ ที่จะช่วยแก้ปัญหานี้

และเมื่อเขาลองศึกษา หาข้อมูลเพื่อสร้างอุปกรณ์ออกกำลังกาย
เขาก็พบว่า ตลาดอุปกรณ์ออกกำลังกายเอง ก็เป็นอีกตลาดที่มีขนาดใหญ่
และมีมูลค่ามหาศาล ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการระบาดของโรคโควิด 19 เสียอีก

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เขาเริ่มต้นทำ Liteboxer ขึ้นมาในที่สุด

เมื่อมีไอเดียแล้ว ก็ต้องเริ่มลงมือทำสินค้าต้นแบบ เพื่อให้รู้ว่าสินค้าจะมีหน้าตาอย่างไร
ดังนั้นคุณ Todd Dagres จึงได้ติดต่อไปหาคุณ Jeff Morin หนุ่มวิศวกรที่จบจาก MIT
ให้ช่วยพัฒนา Liteboxer ขึ้นมา จนได้สินค้าต้นแบบขึ้นมา

และเมื่อมีสินค้าต้นแบบเสร็จเรียบร้อย สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือ การหาคนมาลงทุนกับ Liteboxer 

ซึ่งสำหรับคุณ Todd Dagres ที่ทำงานเกี่ยวกับการลงทุนอยู่แล้ว
จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเท่าไร ที่จะหาเงินลงทุนสำหรับผลิตเครื่อง Liteboxer ขึ้น

และไอเดียของเขาก็ทำให้เขาได้รับเงินลงทุนมาเป็นจำนวนรวมกว่า 180 ล้านบาท 
แบ่งเป็น จากบริษัท Will Ventures ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนในด้านเทคโนโลยีกีฬาจำนวน 120 ล้านบาท
และจากเพื่อน ๆ รวมถึงครอบครัว จำนวน 40 ล้านบาท 

แล้วเครื่อง Liteboxer นั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ?

Liteboxer ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกระสอบทรายที่เราเคยเห็นตามสนามมวย
แต่จะเป็นเครื่องที่มีแผงขนาดใหญ่อยู่ระดับใบหน้า และมีปุ่มทั้งหมด 6 ปุ่มบนนั้น
นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสำหรับแสดงผลต่าง ๆ ของเครื่อง
รวมถึงฐานไว้สำหรับให้เรายืนออกกำลังกายบนนั้นได้

โดยลักษณะการทำงานของเครื่องก็คือ จะมีแสงสว่างบนแผงขนาดใหญ่ตรงหน้า
ที่ขยับไปตามปุ่มต่าง ๆ และให้ผู้ใช้งานต่อยไปยังปุ่มที่แสงขึ้นตรงนั้น
ซึ่งแสงที่แสดงผลออกมาก็ไม่ได้เป็นแค่แสงที่แสดงผลแบบสุ่มไปเรื่อย ๆ
แต่เป็นการแสดงผลที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะจากเทรนเนอร์

และอาศัยหลักการที่คล้ายคลึงกับการเล่นเกม คือ ให้ผู้ใช้งานต่อยตามจังหวะเสียงเพลง ที่มากับตัวแพ็กเกจรายเดือนของเครื่อง 

ซึ่งเป็นการร่วมมือกับค่ายเพลง Universal Music ทำให้ไม่เพียงแค่ผู้ใช้งานจะได้ออกกำลังกายเท่านั้น 
แต่ยังได้ความสนุก และฝึกสมาธิ รวมถึงสามารถแชร์ผลลัพธ์ในการออกกำลังกาย หรือแข่งขันกับเพื่อนได้อีกด้วย

ในที่สุดเครื่อง Liteboxer ก็เปิดตัวออกมาเดือนกรกฎาคม 2020 หลังจากที่พัฒนามากว่า 3 ปี
โดยเปิดให้สั่งจอง และจะส่งสินค้าให้ในเดือนกันยายน ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดตัวท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดก็ว่าได้

และถึงแม้ในท้องตลาดตอนนั้นจะมีสินค้าอุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน
อย่าง Peloton กับ Mirror อยู่แล้ว ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของ Liteboxer แต่อย่างใด
แต่กลับเป็นตัวช่วยที่ทำให้ Liteboxer สามารถขายอยู่ในตลาดได้ด้วยซ้ำ

ด้วยราคาของ Liteboxer ที่แทบจะไม่ต่างจาก Peloton และ Mirror 

Liteboxer ราคาตัวเครื่อง 46,000 บาท และค่าสมาชิกรายเดือน 900 บาท
Mirror ราคาตัวเครื่อง 46,000 บาท และค่าสมาชิกรายเดือน 1,200 บาท
Peloton ราคาตัวเครื่อง 69,000 บาท และค่าสมาชิกรายเดือน 1,200 บาท

ถึงแม้จะมีตัวเปรียบเทียบในด้านราคาให้เห็นกันชัด ๆ ว่าราคาทุกเครื่องไม่ได้ต่างกันมากนัก
แต่เพราะการเปรียบเทียบนี้กลับทำให้ Liteboxer สามารถขายได้แม้มีคู่แข่งที่น่ากลัวทั้ง 2 รายนี้

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Liteboxer สามารถเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดเครื่องออกกำลังกายอยู่บ้านได้ ? 

สิ่งนั้นก็คือการใช้แนวคิดแบบ Gamification หรือเปลี่ยนจากการออกกำลังน่าเบื่อ ๆ ให้กลายมาเป็นเหมือนการเล่นเกม

ซึ่งต่างจาก Peloton และ Mirror ที่เราอาจต้องออกกำลังกายให้ครบตามเวลาที่กำหนด
หรือตามโปรแกรมออกกำลังกายที่คอนเทนต์แต่ละเครื่องมีให้บริการ

แต่สำหรับ Liteboxer นั้นต่างออกไป เพราะผู้ใช้งานสามารถเล่นได้เหมือนเครื่องเล่นเกม
คือจะเล่นแค่ 1 เพลงแล้วหยุดเล่นก็ได้ หรือจะเล่นตามคอนเทนต์โปรแกรมที่ตัวเครื่องมีก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นการเล่นที่ต้องต่อยตามจังหวะเพลง
ทำให้ผู้เล่นต้องใช้สมาธิในการเล่น และไม่สามารถละสายตาไปจากเครื่องได้เลย
ซึ่งจุดนี้ก็แตกต่างจากเครื่องเล่นอย่าง Peloton และ Mirror ที่เรายังสามารถมองไปทางอื่นขณะเล่นได้

ที่สำคัญ Liteboxer ยังเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่ต้อง “ใช้ทั้งตัว” ในการออกกำลังกาย
หากใครที่เคยเรียนต่อยมวยมา ก็คงพอจะทราบว่ากีฬาต่อยมวยเป็นกีฬาที่เหนื่อยมาก

โดย 1 ชั่วโมงของการต่อยมวยอาจเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 800-1,000 แคลอรีเลยทีเดียว
เพราะเราต้องออกแรงในการต่อยแบบสุดตัว รวมถึงใช้ร่างกายช่วยในการเสริมแรงต่อย

ในขณะที่ Peloton จะเน้นการใช้ “ขา” ในการออกกำลังกายอย่างวิ่ง หรือปั่นจักรยาน

นอกจากนี้ทาง Liteboxer ยังตั้งฉายาให้กับตัวเองอีกว่า “Peloton of Boxing”
ซึ่งกลายเป็นตัวช่วยให้คนเข้าใจสินค้าได้เร็วยิ่งขึ้นว่า Liteboxer เป็นสินค้าแบบไหน

และถ้าถามว่าผลตอบรับของ Liteboxer ดีแค่ไหน ? 

ถึงแม้บริษัทจะยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยยอดขายชัด ๆ แต่ในรอบการระดมทุน Series A ที่ผ่านมา
ในช่วงปลายปี 2020 บริษัทก็สามารถระดมทุนมาอีกกว่า 620 ล้านบาท 
จากบริษัท Nimble Ventures ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนในสหรัฐอเมริกา 
รวมถึงนักดนตรีชื่อดังจากสหรัฐฯ อย่างคุณ Timbaland ก็ร่วมลงทุนในครั้งนี้เช่นกัน

โดยทางผู้ก่อตั้ง Liteboxer ก็มีมุมมองเกี่ยวกับตลาดเครื่องออกกำลังกายที่บ้าน
ว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าจะยังคงเติบโตแม้ว่าโรคโควิดจะจบลงแล้ว
เพราะพฤติกรรมของผู้คนส่วนหนึ่งก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเราต้องอาศัยอยู่ในบ้านนาน ๆ 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ Liteboxer ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจ
เพราะถึงแม้ในตลาดที่ดูเหมือนจะมีเจ้าตลาดที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว
แต่ถ้าหากเราสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าของเรา และเพิ่มคุณค่าให้กับมัน

ต่อให้เราจะเป็นหน้าใหม่ในตลาด เราก็ยังสามารถกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก
ที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจได้เช่นกัน.. 

References:
-https://video.foxbusiness.com/v/6219513391001#sp=show-clips
-https://frontofficesports.com/at-home-fitness-startup-liteboxer-raises-20m/
-https://www.unionleader.com/boxing-at-home-comes-alive-with-hampton-startup-liteboxer/article_b7f43bd9-d85b-56c6-89d2-9fa4eaaa093a.html
-https://www.fittechglobal.com/fit-tech-news/Liteboxer-Spark-Capital-Todd-Dagres-Jeff-Morin-NFL-Isaiah-Kacyvenski-Will-Ventures-Raptor-Capital-AS-Roma-Boston-Celtics-Jim-Pallotta/345926
-https://techcrunch.com/2020/07/14/liteboxer-the-peloton-for-boxing-enters-the-ring/
-https://money.yahoo.com/liteboxer-enters-home-workout-space-150141556.html
-https://finance.yahoo.com/news/liteboxer-peloton-boxing-raises-20-131914065.html
-https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-01-13/liteboxer-review-the-peloton-of-boxing-is-a-video-game-home-workout
-https://djpoommenu.com/7-exercise-1hour
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.