Dr.Jart+ สกินแคร์แบรนด์เกาหลี ที่เกิดจากความช่างสังเกตของสถาปนิก
Business

Dr.Jart+ สกินแคร์แบรนด์เกาหลี ที่เกิดจากความช่างสังเกตของสถาปนิก

19 ก.ค. 2021
Dr.Jart+ สกินแคร์แบรนด์เกาหลี ที่เกิดจากความช่างสังเกตของสถาปนิก /โดย ลงทุนเกิร์ล
เทรนด์ Glass Skin จัดว่าเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่กำลังมาแรงในช่วงปีนี้ และผู้ที่ทำให้เทรนด์นี้กลายเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกก็คือ ดินแดนกิมจิอย่างประเทศเกาหลีนั่นเอง
เรื่องนี้ส่งผลให้ไม่ว่าใครก็ล้วนอยากจะมีผิวที่สวย ใส เงาเป็นประกายดุจแก้วทั้งนั้น
ซึ่งการจะมีผิวหน้าแบบ Glass Skin นั้น ต้องอาศัยพื้นฐานผิวที่ดีเสียก่อน จึงจะสามารถใช้เครื่องสำอาง เนรมิตผิวให้สวยใส ดุจแก้วได้
ฉะนั้นการจะมีพื้นฐานผิวที่ดี ก็ต้องเริ่มจากการดูแลตัวเอง และการหมั่นใช้สกินแคร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ
โดยสกินแคร์ที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้ ก็เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นทั้งสกินแคร์เพื่อความชุ่มชื้น และเสริมความสวยให้กับผิวหน้าของเราอย่าง Dr.Jart+ สกินแคร์สัญชาติเกาหลี ที่ภายหลังถูกบริษัท Estée Lauder ซื้อไป
แล้วสกินแคร์จาก Dr.Jart+ น่าสนใจอย่างไร ถึงไปเตะตาอาณาจักรเครื่องสำอางจากฝั่งตะวันตกได้ ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
Dr.Jart+ ก่อตั้งโดยคุณ Lee Jin-wook สถาปนิกชาวเกาหลี ซึ่งก็ดูเป็นอาชีพ
ที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกับความงามสักเท่าไรนัก
ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องไปหาหมอผิวหนังเป็นครั้งคราว เนื่องจากปัญหาผิวหน้าของเขา
ครั้งหนึ่งในขณะที่เขากำลังนั่งรออยู่ในห้องรับรองที่คลินิกผิวหนัง คุณ Lee Jin-wook ก็สังเกตเห็นกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงกำลังให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่วางอยู่บนชั้นโชว์ ซึ่งก็คือ BB ครีม
พอเรื่องเป็นแบบนี้ คุณ Lee Jin-wook ก็เริ่มรู้สึกสนใจในผลิตภัณฑ์นี้ และอยากจะทำผลิตภัณฑ์นี้ขึ้น
เพื่อกระจาย BB ครีมออกสู่วงกว้างมากขึ้น เพราะในสมัยนั้นผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีขายแค่ในคลินิก
และร้านขายยาเท่านั้น
คุณ Lee Jin-wook จึงเริ่มหาข้อมูล และศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ให้มากขึ้น
จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อก้าวเข้าสู่วงการความงามเต็มตัวโดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท
โดยคุณ Lee Jin-wook ได้ร่วมมือกับแพทย์ผิวหนัง Dr. Jung Sung-jae เพื่อคิดค้น BB ครีม
สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหนังบอบบางเป็นพิเศษ รวมถึงเป็น BB ครีมแบบ Hybrid คือเป็นทั้งสกินแคร์
และเมกอัปในตัว
และสุดท้ายจึงออกมาเป็นแบรนด์ Dr.Jart+ ที่เปิดตัวออกมาในปี 2004 ภายใต้บริษัท Have & Be Co.
ส่วนสาเหตุที่ใช้ชื่อว่า Dr.Jart+ ก็มาจากคำย่อของคำว่า “Doctor Joins Art” ซึ่งสื่อความหมายถึงการที่สถาปนิกมาร่วมมือกับแพทย์นั่นเอง
ในทีแรก Dr.Jart+ เริ่มต้นจากการขายสินค้าตามร้านคลินิกความงาม ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตขึ้น
และด้วยกระแสเทรนด์ความงาม K Beauty ก็ยิ่งทำให้ Dr.Jart+ เติบโตมากขึ้นไปอีก พร้อม ๆ กับเครื่องสำอางเกาหลีแบรนด์อื่น ๆ ที่เติบโตเป็นอย่างมากในช่วงปี 2010
อย่างไรก็ตามแบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางเกาหลี หลายแบรนด์ก็เลือกที่จะไปทำตลาดในประเทศ
จีนกันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีตลาดใหญ่ และกำลังซื้อค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นประเทศที่อยู่ในแถบเอเชีย ทำให้สามารถทำการตลาดได้ง่ายกว่าประเทศในภูมิภาคอื่น
แต่สำหรับ Dr.Jart+ กลับไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เพราะในปี 2011 ทาง Dr.Jart+ ก็ได้เริ่มเข้ามาวางขายใน Sephora ซึ่งเป็นร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก
แต่การวางขายใน Sephora ก็ทำให้ Dr.Jart+ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จนในปี 2017 แบรนด์ Dr.Jart+ ก็มีวางขายใน Sephora กว่า 868 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา
โดยสินค้าที่ทำให้ Dr.Jart+ กลายเป็นที่โด่งดังผ่าน Sephora ก็คือสินค้าอย่าง BB ครีม
และชีตมาสก์นั่นเอง
และไม่เพียงแค่นั้น ในปี 2012 ทางบริษัท Have & Be ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์แบรนด์ Do The Right Thing ซึ่งเป็นสกินแคร์สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ โดยจัดจำหน่ายในเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา ผ่านช่องทางอย่าง Birchbox ซึ่งเป็นบริษัทกล่องสุ่มเครื่องสำอางชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาเช่นกัน
ด้วยความประสบความสำเร็จของบริษัท Have & Be ทำให้ในปี 2015 บริษัท Estée Lauder ที่มองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจนี้ จึงได้เริ่มต้นลงทุนในบริษัท ก่อนที่จะทำการเข้าซื้อทั้งบริษัทในปี 2019
ซึ่งการเข้าซื้อบริษัทในครั้งนี้ ก็เป็นครั้งแรกของ Estée Lauder ที่เข้าซื้อบริษัทที่เป็นแบรนด์ความงามจากประเทศในแถบเอเชีย
ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยจำนวนเงินในการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ แต่ถ้าอ้างอิงจากยอดขายของ
Have & Be ในปี 2018 ที่สามารถทำยอดขายได้ทั้งหมด 12,971 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,483 ล้านบาท จึงทำให้มีการประเมินมูลค่าการซื้อขายกิจการในครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 49,020 ล้านบาท
โดยการควบรวมธุรกิจครั้งนี้ ก็มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท Estée Lauder ให้สามารถขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก อเมริกาเหนือ และการค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยวอีกด้วย
ซึ่งการที่ Estée Lauder เข้าซื้อ Have & Be ในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นดีลการซื้อที่ Win-Win ทั้ง 2 ฝ่าย
เพราะทาง Have & Be เองก็จะได้ยืมชื่อเสียง และช่องทางต่าง ๆ ของ Estée Lauder ในการขยายแบรนด์ให้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน Estée Lauder เอง ก็ได้แบรนด์ที่เติบโตเร็ว และมีจุดแข็งในด้านความงามแบบ K Beauty เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ในเครือเช่นกัน
เรื่องทั้งหมดนี้ คงต้องยกความชอบให้กับความช่างสังเกตของคุณ Lee Jin-wook ที่ทำให้ในวันนี้เราได้มีผลิตภัณฑ์ดี ๆ ใช้ในการช่วยเสริมความงามให้แก่คนทั่วโลก ให้ทุกคนสวยได้อย่างปลอดภัย
ฉะนั้นการที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจนั้น อาจเริ่มจากการลองสังเกตสิ่งรอบตัวดูเสียก่อน ว่าสินค้าอะไรกำลังเป็นจุดสนใจของคนในตอนนี้ และไม่แน่ว่าสินค้าที่เราหยิบขึ้นมาขายนั้น อาจกลายเป็นแบรนด์มูลค่าหมื่นล้านในอนาคตข้างหน้า เช่นเดียวกับ Dr.Jart+ ก็เป็นได้
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.