วิธีสร้างรายได้ จากงานศิลปะ ด้วยแพลตฟอร์ม DeviantArt
Business

วิธีสร้างรายได้ จากงานศิลปะ ด้วยแพลตฟอร์ม DeviantArt

21 ก.ค. 2021
วิธีสร้างรายได้ จากงานศิลปะ ด้วยแพลตฟอร์ม DeviantArt /โดย ลงทุนเกิร์ล
ปัจจุบันการเสพงานศิลปะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแค่ปลายนิ้วคลิกเมาส์
เราก็สามารถดู แลกเปลี่ยน ซื้อและขายงานศิลปะได้แล้ว
ซึ่งสำหรับใครที่กำลังหาช่องทางการขายผลงานศิลปะ ที่ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มลูกค้าในประเทศไทย แต่รวมถึงลูกค้าในต่างประเทศด้วย
วันนี้ลงทุนเกิร์ลขอนำเสนอ DeviantArt แพลตฟอร์มรวบรวมงานศิลปะจากทั่วโลก ที่จะเป็นหนึ่งช่องทางสร้างรายได้จากงานศิลปะบนโลกออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบัน DeviantArt มียอดผู้สมัครเข้าใช้งานแล้วประมาณ 61 ล้านบัญชี และมีจำนวนผู้ใช้งานรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 45 ล้านบัญชี
เราจะสร้างรายได้ใน DeviantArt ได้อย่างไร ?
แล้วเคล็ดลับอะไร ที่ทำให้งานศิลปะของเราขายได้ ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
DeviantArt คือ แพลตฟอร์มที่ให้เหล่าอาร์ติสต์จากทั่วทุกมุมโลกได้มาโชว์ผลงานศิลปะ และหากมีคนสนใจงานศิลปะของเรา ก็อาจจะต่อยอดไปถึงการซื้อขายในอนาคต
ซึ่งนอกจากจะเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมงานศิลปะใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกแล้ว ยังเรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มยุคบุกเบิก ของงานศิลปะบนอินเทอร์เน็ตเลยก็ว่าได้
เพราะ DeviantArt ถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2000 ในสหรัฐอเมริกา โดยความร่วมมือจากคุณ Scott Jarkoff, คุณ Matthew Stephens และคุณ Angelo Sotira
พวกเขาได้เริ่มต้นธุรกิจด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยแม้แต่จะพบหน้ากันแบบตัวเป็น ๆ มาก่อน โดยพวกเขาได้รู้จักกันผ่าน “ห้องแช็ต” บนอินเทอร์เน็ต ที่รวมกลุ่มคนที่สนใจอะไรเหมือน ๆ กันเอาไว้
และด้วยมุมมองที่ตรงกันของทั้ง 3 ผู้ก่อตั้ง ที่สนใจในเรื่อง “Skinning” ทำให้ในช่วงแรก DeviantArt จะเน้นไปที่การออกแบบวอลล์เปเปอร์ หรือลักษณะหน้าตาของโปรแกรมเป็นหลัก
ซึ่งในเวลาต่อมาคุณ Stephens ก็ได้เสนอไอเดียให้เปลี่ยนเว็บไซต์นี้เป็น “ชุมชนงานศิลปะ” บนโลกออนไลน์ ที่ผู้ใช้สามารถโพสต์ผลงานศิลปะของตัวเองได้ โดยจะเรียกศิลปินบนแพลตฟอร์มว่า “Deviant”
ที่น่าสนใจ คือ หลังจากที่แพลตฟอร์มนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาได้ 1 ปี ยอดผู้ใช้งานก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลให้มีศิลปินที่สนใจมาโชว์ผลงานมากถึง 60,000 ชิ้น ในปี 2002
ต่อมาในปี 2003 ยอดผลงานศิลปะที่ถูกนำมาจัดแสดงใน DeviantArt ก็เพิ่มสูงขึ้น 1,000,000 ชิ้น ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ ในยุคนั้น
โดยโมเดลธุรกิจของ DeviantArt จะเป็นแพลตฟอร์มประเภท Freemium ที่เหล่า Deviant สามารถโพสต์รูปผลงานได้
แต่หากต้องการได้รับสิทธิพิเศษ ก็สามารถอัปเกรดเป็นแบบพรีเมียมได้ตามลำดับ ดังนั้นรายได้หลักของบริษัท จึงมาจากการขายแพ็กเกจพรีเมียมเหล่านี้นี่เอง
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็นแพลตฟอร์มที่ใครก็สามารถเข้าถึงผลงาน ที่มีคนเอามาเผยแพร่ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ผลที่ตามมาก็คือ มีคนที่นำผลงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จนทำให้ DeviantArt ต้องพัฒนาฟีเชอร์ที่ช่วยป้องกันการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ในปี 2016
ซึ่งก็คือการที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่า “Creative Commons” หรือข้อกำหนดด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อระบุว่าเจ้าของผลงานต้องการให้สิทธิ์แก่สาธารณะเท่าใด
ผู้ที่ต้องการใช้งาน ก็สามารถนำผลงานเหล่านั้น ไปใช้ภายใต้เงื่อนไขที่เจ้าของผลงานกำหนด โดยที่ไม่ต้องขอเจ้าของผลงานก่อน และไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นแบบ Attribution (BY) ก็จะสามารถทำซ้ำ แจกจ่าย ดัดแปลง แต่ต้องให้เครดิตเจ้าของผลงาน แต่ถ้าเป็น NonCommercial (NC) สามารถทำซ้ำ แจกจ่าย ดัดแปลง แต่ต้องไม่ใช่เพื่อการค้า
และถ้าหากเราเป็น Deviant ที่สมัครสมาชิกเป็นแบบพรีเมียม ทางแพลตฟอร์มก็จะส่งแจ้งเตือน กรณีพบคนอื่นผลิตผลงานใกล้เคียงกับของเรามากกว่า 10 ชิ้น
ดังนั้นหากศิลปินต้องการใช้แพลตฟอร์มนี้ เพื่อเป็นพื้นที่ไว้สำหรับโชว์ผลงาน ก็มั่นใจได้แล้วว่าผลงานของเราจะไม่ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เมื่อเป็นแบบนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไม DeviantArt จึงได้รับความสนใจ จากทั้งฝั่งศิลปินและผู้ชื่นชอบในงานศิลปะ จนทำให้กลายเป็นชุมชนศิลปะที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
และที่สำคัญ DeviantArt ยังไปเตะตาบริษัท Wix.com เจ้าของธุรกิจสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป จากประเทศอิสราเอล จน Wix.com ได้ตัดสินใจเข้าซื้อ DeviantArt ในปี 2017 ด้วยมูลค่า 1,176 ล้านบาท
แล้วสำหรับศิลปิน เราจะสามารถทำรายได้จาก DeviantArt อย่างไร ?
ช่องทางแรก ก็คือ “เงินสนับสนุน” โดยจะเป็นเงินที่ผู้ที่ชื่นชอบผลงานของเรา สนับสนุนตามความสมัครใจ
นอกจากนั้น ศิลปินยังสามารถโพสต์ขายผลงาน หรือรับงานได้ผ่าน DeviantArt
อย่างในส่วนของ “Premium Galleries” และ “Premium Downloads” ที่มีเพียงคนที่จ่ายค่าสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเห็นผลงานได้ หรือในส่วนของ “Commission” ที่ศิลปินจะสามารถรับงานวาดรูปตามสั่งจากลูกค้าได้
แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะขายผลงานได้ สิ่งสำคัญเลยก็คือ การทำให้คน “มองเห็น” ผลงานของเรา ยิ่งมีคนมองเห็นผลงานของเรามากเท่าไร โอกาสที่จะสามารถขายผลงานได้ ก็มีมากขึ้นเท่านั้น
แล้วเราจะทำให้คนอื่นมองเห็นผลงานของเราได้อย่างไร ?
สิ่งแรกที่เราควรใส่ใจเลยคือ “การสร้างสังคม”
นอกจากการอัปโหลดผลงานแล้ว เราก็ควรไปกดติดตาม กดถูกใจ และคอมเมนต์ผลงานศิลปินคนอื่น ๆ
คล้าย ๆ กับการเล่นเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม เพียงแต่เป็นชุมชนที่เฉพาะเจาะจงกว่า ดังนั้นนอกจากจะมีคนเห็นผลงานของเราแล้ว ยังได้เพื่อนที่สนใจในเรื่องเดียวกันอีกด้วย
ประเด็นที่ 2 คือ “ขยันอัปเดตผลงาน”
ลองคิดว่าหน้าโปรไฟล์ของเราก็เหมือนหน้าร้านค้า หากเราปล่อยมันทิ้งไว้เฉย ๆ จนโทรม ลูกค้าก็คงคิดว่าปิดกิจการจนไม่อยากที่จะเข้ามาซื้อของ ดังนั้นเราควรเคลื่อนไหวอัปเดตผลงานบ่อย ๆ ให้หน้าโปรไฟล์เรามีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
สำหรับประเด็นที่ 3 ก็คือ “เข้าร่วมกลุ่ม และทำกิจกรรม”
อย่าคิดแค่ว่า “สักวันคนจะเห็นฝีมือของเรา” โดยปราศจากการโปรโมต ถึงแม้ว่าเราจะมีศักยภาพ แต่การรอคอยโอกาสก็อาจจะทำให้เราเติบโตช้า
ดังนั้นเราก็ควรนำเอาความสามารถนั้นออกมาโชว์ และประกาศให้คนอื่นได้รู้ อย่ารอให้โอกาสเดินเข้ามาหาเรา เพราะมันอาจจะสายเกินไป
โดยใน DeviantArt จะมีกลุ่มแยกย่อย เพื่อแชร์ผลงานเฉพาะเจาะจง เช่น แอนิเมชัน, แฟนอาร์ต หรือภาพยนตร์ ดังนั้นก็อย่าลืมที่จะเข้าร่วมกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลงานของเรา และโชว์ศักยภาพของตนเองบนกลุ่มนั้น ๆ เพื่อให้คนที่สนใจในเรื่องเดียวกันเห็นผลงานของเรา และเป็นใบเบิกทางให้กับการขายงานในอนาคต
สำหรับศิลปินคนไหนที่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ จากงานศิลปะของตัวเอง
นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไร้ความสามารถ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเราขาดพื้นที่แสดงผลงานดี ๆ ก็ได้
ดังนั้นการเลือกแพลตฟอร์มที่ทำให้ผลงานของเราเฉิดฉายก็สำคัญไม่แพ้กัน
ไม่แน่ในอนาคตผลงานของเรา อาจจะอยู่ในสายตาระดับโลกก็เป็นได้
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.