กว่าจะเป็น SK-II สกินแคร์ในตำนาน ที่ลูกหลานยังอยากให้บรรพบุรุษได้ (ลอง) ใช้
Health
&
Beauty

กว่าจะเป็น SK-II สกินแคร์ในตำนาน ที่ลูกหลานยังอยากให้บรรพบุรุษได้ (ลอง) ใช้

29 ก.ค. 2021
กว่าจะเป็น SK-II สกินแคร์ในตำนาน ที่ลูกหลานยังอยากให้บรรพบุรุษได้ (ลอง) ใช้ /โดย ลงทุนเกิร์ล
ถ้าพูดถึงสกินแคร์ยอดฮิตที่สาว ๆ เทใจให้ หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ SK-II สกินแคร์สัญชาติญี่ปุ่นที่ต่อให้ไม่ได้มีอายุเป็นร้อยปีก็จริง แต่เรื่องราวของส่วนผสมอย่าง “พิเทร่า” กลับเป็นที่กล่าวขาน
จนไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นอกจาก SK-II จะเป็นสกินแคร์ที่สาว ๆ อยากมีไว้ข้างกายแล้ว
ยังเป็นแบรนด์ที่ถูกนำไปหยิกแกมหยอก ด้วยการทำเป็นสกินแคร์เวอร์ชันกงเต๊ก เพื่อส่งไปให้บรรพบุรุษ
แล้ว SK-II น่าสนใจอย่างไร ​? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ใครที่เป็นแฟนของ SK-II อยู่แล้ว คงคุ้นหูกับชื่อของส่วนผสมสุดเลอค่าอย่าง “พิเทร่า” ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์แทบทุกขวดของ SK-II เป็นอย่างดี
แต่ถ้าถามว่า ต้นกำเนิดของกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ SK-II แจ้งเกิดมาจากไหน หลายคนอาจยังไม่แน่ใจ
จริง ๆ แล้วพิเทร่า เป็นผลผลิตจากความช่างสังเกตของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น
ที่ดั้นด้นเพื่อเสาะหาส่วนผสมชั้นเลิศจากธรรมชาติ เพื่อมาสกัดและพัฒนาเป็นสกินแคร์
ใครจะคิดว่า สุดยอดส่วนผสมที่ตามหา ไม่ได้อยู่ในธรรมชาติ แต่กลับอยู่ใน “โรงบ่มสาเก”
ซึ่งมักจะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำพุธรรมชาติ ที่มีแร่ธาตุอันอุดมสมบูรณ์
เพราะหลังจากออกเดินทาง เพื่อตามหาส่วนผสม จนไปถึงหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น
สิ่งที่ค้นพบก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ทำงานในโรงบ่มสาเกเป็นคนเฒ่าคนแก่
แต่ที่น่าฉงนกว่านั้น คือ มือของคนเหล่านั้นที่ใช้คลึงนวดข้าวโกจิและยีสต์ เพื่อนำไปหมักบ่มสาเก
ไม่ว่ามองมุมไหนก็ดูนุ่มนวล เต่งตึง ผิดกับใบหน้าที่เหี่ยวย่นไปตามกาลเวลา​
จากข้อสังเกตดังกล่าว จึงนำไปสู่การไขปริศนาว่า อะไรคือ ความลับที่ทำให้สองมือของคนงานเหล่านี้ ดูราวกับถูกหยุดเวลาผิวไว้
พวกเขาตั้งต้นจากการนำยีสต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการบ่มสาเกกว่า 350 สายพันธุ์มาทำการทดสอบ
เพื่อหายีสต์เพียงสายพันธุ์เดียวที่น่าสนใจ และนำไปเพาะพันธุ์ต่ออย่างพิถีพิถันในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด จนกลายเป็นสารสกัดพิเทร่า ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของทางแบรนด์
หลังจากได้ส่วนผสมชั้นเลิศมาเป็นอาวุธลับ ในที่สุด สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของพิเทร่า ก็ได้รับการเปิดตัวออกสู่ตลาดในปี ค.ศ. 1980
โดยในตอนแรกยังไม่ได้ใช้ชื่อว่า SK-II แต่บริษัทแม่อย่าง Max Factor ตั้งชื่อว่า Max Factor Secret Key with Pitera
จนกระทั่ง เมื่อ P&G ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่หลายคนคุ้นหูและเป็นลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น แพนทีน, เฮดแอนด์โชว์เดอร์, โอเลย์, ดาวน์นี่ ฯลฯ เข้าซื้อกิจการ Max Factor ในปี ค.ศ. 1991
P&G จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “SK-II” ซึ่งย่อมาจาก Secret Key (to Crystal Clear Skin) หมายถึง กุญแจดอกสำคัญที่จะนำพาไปสู่การมีผิวกระจ่างใสนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกที่ SK-II มาอยู่ใต้ชายคาของ P&G ก็ยังไม่ได้มีการตลาดมากนัก
จนผู้บริหารเห็นว่า กระแสความนิยมของแบรนด์ค่อนข้างดี มีลูกค้าถามหาต่อเนื่อง
ทำให้แบรนด์ที่เคยเป็นม้านอกสายตา ถูกนำมาพัฒนาและแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ จนทำให้ SK-II แจ้งเกิดไปทั่วโลก
ที่น่าสนใจคือ SK-II ไม่ได้ฮิตแค่ในหมู่ผู้หญิงเอเชียเท่านั้น แต่ยังดังไกลไปถึงยุโรป และสหรัฐอเมริกา รวมถึงสาวไทยจำนวนไม่น้อยที่ได้ลองใช้แล้ว ต่างต้องมนตร์พิเทร่าไปตาม ๆ กัน
แม้ว่า SK-II จะคว้าหัวใจของสาว ๆ ได้แล้ว แต่บริษัทก็ยังไม่ได้หยุดอยู่กับความสำเร็จเพียงเท่านี้
เพราะต่อมาในปี ค.ศ. 2011 SK-II ยังได้แตกไลน์สกินแคร์สำหรับผู้ชาย
เพื่อขยายตลาด และเจาะกลุ่มลูกค้าผู้ชายที่เริ่มหันมาใส่ใจตัวเองกันมากขึ้น
และก็เป็นเวลามากว่า 41 ปีแล้ว ที่ SK-II ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย
ส่วนใหญ่ เพราะการปรับตัวให้แบรนด์มีความร่วมสมัยอยู่เสมอ
ตั้งแต่การสร้างสีสันให้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับศิลปินชื่อดัง เพื่อออกแบบขวดเอสเซนส์ใส ๆ ให้มีสีสัน ดูมีลูกเล่น
หรืออย่างล่าสุด SK-II เกาะกระแสโตเกียวโอลิมปิก ด้วยการเปิดตัวขวดเอสเซนส์รุ่นลิมิติดอิดิชัน
เช่นเดียวกับหนังโฆษณาของ SK-II ก็มีความน่าสนใจ เพราะไม่ใช่แค่เน้นบอกสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ แต่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิง
อย่างไรก็ตาม แม้แบรนด์จะก้าวทันยุค แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ สูตรที่ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยังคงความเป็นออริจินัล และทำให้ SK-II ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสกินแคร์ที่ขายดีตลอดกาล
แต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียว คือ ราคาไม่ค่อยสบายกระเป๋า
ซึ่งเรื่องนี้ตัวแทนของ P&G ในญี่ปุ่น เคยอธิบายว่า ที่สาว ๆ ต้องยอมจ่ายหนัก ก็เพราะกว่าจะได้สารสกัดพิเทร่าออกมา ต้องอาศัยกระบวนการตามธรรมชาติผสานกับกระบวนการวิทยาศาสตร์ที่ก้าวล้ำ
งานนี้ไม่รู้เพราะด้วยสรรพคุณที่เกินบรรยายนี้เองหรือเปล่า เลยจุดประกายให้มีผู้ประกอบการหัวใส นำ SK-II ไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำเป็นสกินแคร์เวอร์ชัน “กระดาษกงเต๊ก” ที่ออกแบบมาครบเซต ประกอบด้วย อายครีม น้ำตบ เดย์ครีม ไนต์ครีม โฟมล้างหน้า โดยตั้งชื่อว่า SK-III
เนื่องจากตามความเชื่อของชาวจีน ในเทศกาลสำคัญ อย่างตรุษจีนหรือสารทจีน ลูกหลานมักจะเผากระดาษเงินกระดาษทอง ซึ่งออกแบบเป็นธนบัตร รวมไปถึงของใช้ อย่างเสื้อผ้า อุปกรณ์ไอที เครื่องประดับ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะเชื่อว่า พิธีนี้เหมือนเป็นการส่งมอบสิ่งของให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้ใช้
ซึ่งแม้สุดท้ายจะไม่มีใครรู้ว่า สกินแคร์ที่ตั้งใจส่งนี้ จะถึงผู้รับหรือไม่
แต่ในอีกมุม ก็สะท้อนถึงความนิยมของ SK-II ที่ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ที่ผู้หญิงวางใจ
แต่ยังเป็นสกินแคร์ที่ถ้ามีโอกาส ลูกหลานก็ยังอยากส่งให้บรรพบุรุษที่อยู่อีกภพภูมิได้ใช้..
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.