รู้จัก Thai Lee เกิดที่ไทย โตที่เกาหลี แต่ไปเป็นเศรษฐินีที่สหรัฐฯ
Business

รู้จัก Thai Lee เกิดที่ไทย โตที่เกาหลี แต่ไปเป็นเศรษฐินีที่สหรัฐฯ

19 ส.ค. 2021
รู้จัก Thai Lee เกิดที่ไทย โตที่เกาหลี แต่ไปเป็นเศรษฐินีที่สหรัฐฯ /โดย ลงทุนเกิร์ล
คุณ Thai Lee ร่วมก่อตั้ง SHI International ขึ้น โดยเริ่มแรกมีพนักงานเพียง 5 คนเท่านั้น
แต่ปัจจุบันบริษัทของเธอกลับเติบโต จนมีพนักงานถึง 3,000 คนทั่วโลก
และกลายเป็น หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการไอที รายใหญ่ที่สุดในโลก
Forbes ได้จัดอันดับให้คุณ Thai Lee ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐินีที่สร้างความร่ำรวยด้วยตัวเอง อันดับ 6 ของสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 1.4 แสนล้านบาท
หากจะพูดให้เห็นภาพก็คือ ทรัพย์สินที่เธอมีอยู่นั้น มีมูลค่าพอ ๆ กับคาราบาวกรุ๊ป ทั้งบริษัทนั่นเอง
คุณ Thai Lee เป็นใคร ?
และเรื่องราวของเธอน่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
คุณ Thai Lee เป็นชาวเกาหลี ที่เกิดในกรุงเทพฯ เมื่อปี 1958 หรือในสมัยของพลเอกถนอม กิตติขจร และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
โดยในขณะนั้น พ่อของคุณ Thai Lee ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวเกาหลี ได้ออกเดินทางไปทั่วโลก รวมถึงมายังประเทศไทย เพื่อช่วยวางแผนพัฒนาประเทศหลังจากสงคราม
แต่หลังจากที่คุณ Thai Lee เกิดได้ไม่นาน เธอก็ย้ายกลับไปอยู่ที่เกาหลีใต้
ในวัยเด็ก เธอมีนิสัยชอบวางแผน และเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์อยู่ตลอด
อย่างเช่น ตอนที่คุณ Thai Lee และน้องสาวออกไปเล่นด้วยกัน
เธอมักจะคิดอยู่เสมอว่า ถ้าหากเกาหลีเหนือบุกมา เธอจะต้องเตรียมรับมืออย่างไร
และมุมมองความคิดเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้เธอเติบโตมาเป็นคนที่ชอบคิด และวางแผนสิ่งต่าง ๆ อยู่ตลอด
ต่อมาเมื่อเธอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เธอก็ได้ย้ายไปเรียนมัธยมปลายต่อที่สหรัฐฯ และต่อระดับปริญญาตรีที่ วิทยาลัย Amherst ใน 2 วิชาเอก คือ ชีววิทยาและเศรษฐศาสตร์
พอฟังแบบนี้แล้ว เราอาจจะคิดว่า คุณ Thai Lee เธอต้องเป็นผู้หญิงเก่ง ที่สมบูรณ์แบบมาก ถึงสามารถเรียนได้ถึง 2 วิชาเอกในคราวเดียว
แต่จริง ๆ แล้ว เหตุผลที่ทำให้เธอเลือกเรียนควบ 2 วิชาเอกก็เพราะว่า เธอไม่มั่นใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทำให้เธอหลีกเลี่ยงวิชาที่ต้องมีการพูดและเขียนในชั้นเรียน
แต่เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ คุณ Thai Lee จึงตั้งเป้าว่า ชีวิตของเธอจะต้องก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการสักอย่างให้ได้
ดังนั้นเพื่อที่จะไปถึงจุดนั้น เธอจึงได้วางแผนไว้ในชีวิตว่า
ตลอดช่วงอายุ 20 เธอจะเรียนรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ
ต่อมาเมื่ออายุ 30 เธอจะเริ่มบริษัทธุรกิจของตัวเอง
และสร้างครอบครัวในวัย 40 ปี
ดังนั้น เธอจึงเดินทางกลับมาที่เกาหลีใต้ และเข้าทำงานในบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ Daesung Industrial เพื่อที่จะเก็บเงินสำหรับไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท
และไม่กี่ปีต่อมา เธอก็สามารถหาเงินมากพอ สำหรับเข้าเรียน MBA ที่ Harvard Business School ได้สำเร็จ ที่สำคัญเธอยังเป็น “ผู้หญิงเกาหลีคนแรก” ที่สามารถคว้าปริญญานี้มาได้ด้วย
แน่นอนว่าความรู้ในสถานศึกษาอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอในโลกความเป็นจริง
คุณ Thai Lee จึงวางแผนจะเลือกทำงาน ที่จะเตรียมพร้อมให้เธอสามารถเรียนรู้การเป็นเจ้าของกิจการได้
ซึ่งในเวลาต่อมาเธอจึงได้เข้าทำงานที่ P&G (Procter & Gamble) บริษัทเจ้าของแบรนด์อุปโภคบริโภค เช่น Pantene, Oral-B, Downy และแบรนด์อื่น ๆ เป็นเวลา 2 ปี และหลังจากนั้น คุณ Thai Lee ก็ย้ายไปทำงานที่ American Express อีก 2 ปี
แต่ชีวิต ก็ไม่ได้เป็นไปตามแผนเสมอไป..
เมื่อคุณ Thai Lee ได้พบกับชายที่ชื่อว่า Leo Koguan และตัดสินใจแต่งงานกับเขา ในวัย 31 ปี
แม้ว่าจะผิดแผนไปสักเล็กน้อย แต่สามีของเธอกลับกลายเป็นคนที่มาช่วยเธอให้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้น
เพราะในปีเดียวกันนั้น พวกเขาได้พบกับ Lautek บริษัทซอฟต์แวร์ ที่กำลังประสบปัญหา
โดยในบริษัทนั้นมีแผนกเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “Software House” ที่ขายใบอนุญาตธุรกิจ เพื่อใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ และแม้ว่าแผนกนี้จะมีลูกค้าจำนวนน้อยนิด แต่คุณ Thai Lee ก็เห็นว่า ลูกค้าบางรายกลับไม่ธรรมดา อย่างเช่น AT&T บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก
ดังนั้น พวกเขาที่เห็นโอกาสในธุรกิจนี้ จึงไม่รีรอที่จะซื้อกิจการนี้มา แถมพวกเขายังซื้อมาด้วยเงินที่น้อยกว่า 1 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 33 ล้านบาท และก่อตั้งเป็นบริษัท Software House International
ในช่วงแรก ๆ บริษัทจะมีหน้าที่ในการจัดการหาสินค้าให้กับแผนกไอทีของบริษัทลูกค้า เช่น การจัดหาซอฟต์แวร์ใหม่, แผ่นดิสก์ และแผ่น CD
ซึ่งจุดเริ่มต้นนั้นก็ไม่ได้ราบรื่นมากนัก เพราะคุณ Thai Lee ไม่เคยสนใจด้านเทคโนโลยีมาก่อน
และบริษัทของเธอก็ยังมีเงินทุนที่น้อยมาก รวมถึงสต็อกสินค้า และการตลาดก็ไม่มี
แล้วคุณ Thai Lee มีกลยุทธ์อะไรในการบริหารธุรกิจจนสำเร็จ ?
แม้ว่าจุดแข็งของบริษัทนี้ จะไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เป็นการบริการที่คำนึงถึงลูกค้าและพนักงานเป็นหลัก ซึ่งเราสามารถสรุปออกมาได้เป็น 3 วิธี ดังนี้
คุณ Thai Lee ให้อิสระกับพนักงานขาย ในการตัดสินใจได้เองว่าจะจัดการลูกค้าอย่างไร ตราบใดที่พวกเขาสามารถรับผิดชอบต่อลูกค้าได้ และพวกเขาก็จะรู้สึกเหมือนได้อำนาจในการทำงาน และมีความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกับความเป็นไปของบริษัทปฏิบัติกับลูกค้า เหมือนพวกเขาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ เสมือนพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท
ไม่ใช่แค่ลูกค้าที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปแม้จะไม่มีเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่สินค้าที่ขายให้ลูกค้า ต้องใช้ได้จริง
และหากเกิดปัญหาก็ต้องดูแลลูกค้าหลังการขาย
ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้บริษัทเล็ก ๆ ของคุณ Thai Lee เมื่อ 30 กว่าปีก่อน สามารถเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน และยังมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น อย่างเช่น บริษัท Dun & Bradstreet ได้กล่าวว่าพวกเขาเป็นลูกค้าที่นี่มานานกว่า 15 ปีแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทของคุณ Thai Lee ยังได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “อัตราการรักษาลูกค้าเก่านั้นสูงถึง 99%”
และถ้าหากบริษัทของเธอไม่พูดเกินจริง ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งมากทีเดียว เพราะสำหรับในอุตสาหกรรมนี้ ส่วนใหญ่แล้วลูกค้ามักจะเปลี่ยนผู้ขายอยู่ตลอด หากพบเจ้าที่ให้ราคาดีกว่า
ปัจจุบันบริษัท Software House International ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ SHI International
และมีบริการที่ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่การขายฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตรายอื่น ๆ ไปจนถึงการสร้างแอปพลิเคชัน และบริการให้คำปรึกษาด้านไอที
โดยบริษัท SHI International มีลูกค้ามากกว่า 20,000 ราย
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Boeing และ Johnson & Johnson
และในปี 2020 บริษัทสามารถทำรายได้ไปมากกว่า ​​3.7 แสนล้านบาท
ส่วนคุณ Thai Lee ก็ยังคงนั่งแท่นบริหาร
โดยเป็นทั้งประธานและ CEO
และยังเป็นผู้ถือหุ้นกว่า 60% ของบริษัท
และแม้ว่าบริษัท SHI International จะเติบโตมาไกลจากจุดเริ่มต้นในวันแรกมาก
แต่หนึ่งสิ่งที่คุณ Thai Lee และบริษัท SHI International ยึดถือร่วมกันมาตลอด ก็คือ “การให้คุณค่ากับพนักงานทุกคนเท่ากัน”
ซึ่งมันได้แสดงออกผ่านนโยบายต่าง ๆ ของบริษัท เช่น การไม่มีช่องจอดรถพิเศษสำหรับผู้บริหาร หรือการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้กับผู้บริหาร
เพื่อให้พนักงานทุกคนมั่นใจได้ว่า พวกเขาจะได้รับการให้คุณค่าอย่างเท่าเทียมกัน และเมื่อทุกคนในองค์กรรู้สึกถึงคุณค่าที่บริษัทให้กับพวกเขา สุดท้ายพวกเขาก็จะให้คุณค่ากลับคืนมาที่บริษัทเช่นกัน..
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.