Le Pliage กระเป๋าที่มีวิวัฒนาการมาเกือบ 30 ปี สู่ความยั่งยืนในใจของผู้ใช้งาน
Fashion

Le Pliage กระเป๋าที่มีวิวัฒนาการมาเกือบ 30 ปี สู่ความยั่งยืนในใจของผู้ใช้งาน

Longchamp X ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ ทุกปีจะมีขยะที่เกิดจากสิ่งทอ ประมาณ 92 ล้านตัน ทั่วโลก
ถ้าพูดให้เห็นภาพ ก็คงเหมือนกับมีรถขยะบรรทุกเสื้อผ้าเต็มคันรถ มาเทถมดินในทุก ๆ วินาที
นอกจากนั้นยังมีการประเมินว่า 10% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และ 20% ของปริมาณการปล่อยน้ำเสียทั่วโลก ล้วนแต่เป็นผลกระทบจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ
ซึ่งหนึ่งในตัวขับเคลื่อนให้เกิดผลกระทบเหล่านี้ก็คือ “ฟาสต์แฟชั่น” ที่ส่วนใหญ่จะกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าเรื่อย ๆ ด้วยการเน้นความเร็วและลดต้นทุนในการผลิต แต่ก็ไม่ใช่ทุกแบรนด์แฟชั่นจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ อย่าง Longchamp แบรนด์เก่าแก่ที่มีอายุ 73 ปี เจ้าของกระเป๋ารุ่นยอดนิยมตลอดกาล Le Pliage
ที่น่าสนใจคือ Longchamp ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะ การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และวัสดุที่ยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังคำนึงไปถึงบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง ไปจนถึงหน้าร้านที่ขายสินค้าด้วย
แล้วเรื่องราวของ Longchamp และกระเป๋า Le Pliage จะน่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
Longchamp ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 โดยคุณ Jean Cassegrain เริ่มจากเป็นธุรกิจผลิต “ไปป์” ที่เพิ่มความความหรูหราด้วยการหุ้ม “หนัง” ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นายทหารชั้นสูง
แต่พอสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง​ ความต้องการอุปกรณ์ยาสูบก็ซบเซาตามไปด้วย
Longchamp ที่เชี่ยวชาญในเรื่องเครื่องหนังอยู่แล้ว จึงขยายตลาดสู่แฟชั่น โดยเริ่มจากผลิตสินค้าที่เป็นกระเป๋า
ต่อมาในปี 1993 คุณ Philippe Cassegrain ลูกชายของผู้ก่อตั้ง ก็ได้ริเริ่มการนำ “ไนลอน” ซึ่งปกติจะใช้ทำเต็นท์ของทหาร เพราะมีน้ำหนักเบา ทนทาน และกันน้ำได้ มาเป็นวัสดุในการผลิตกระเป๋า ซึ่งก็คือกระเป๋ารุ่น Le Pliage (อ่านว่า เลอ-ปลิยาจ) นั่นเอง
โดยกระเป๋ารุ่นนี้มีการออกแบบให้มีความเรียบง่าย แต่เพิ่มเสน่ห์ด้วยหูจับที่เป็นหนัง ประกอบกับฟังก์ชันที่เป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ ทั้งในด้านความจุและการพับเก็บ
จึงไม่น่าแปลกใจว่า แม้เวลาจะผ่านมา 28 ปี
Le Pliage ก็ยังสามารถครองใจผู้ใช้งาน ได้จนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Le Pliage ก็มีการพัฒนาอยู่ตลอด ทั้งการออกแบบสีสันให้หลากหลาย รวมถึงการไปร่วมมือกับแบรนด์อื่น ๆ
และล่าสุด ก็มีการเปิดตัว Le Pliage Green ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลเกือบทั้งหมด
เริ่มตั้งแต่ตัว “ผ้าใบ” ที่ใช้ “ไนลอนรีไซเคิล” ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานการรีไซเคิล (GRS) และ ECONYL โดยจะเป็นการนำขยะจำพวก อวนจับปลา พรม เศษผ้า มาคัดแยกและทำความสะอาด ก่อนจะนำไปแปรรูปเป็นเส้นใยผ้าใบพอลิเอไมด์ และเคลือบพีวีซีปลอดสารพาทาเลต เพื่อความทนทาน
ทำให้คุณสมบัติทุกอย่างของ Le Pliage จะยังคงเดิม ทั้งรูปลักษณ์และความรู้สึก การกันน้ำ การซักทำความสะอาดได้ รวมถึงการพับเก็บได้
ซึ่งนี่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะทาง Longchamp ได้วางเป้าหมายว่า Le Pliage ทุกคอลเลกชัน จะต้องใช้วัสดุที่มีความรับผิดชอบ ภายในปี 2022
ต่อมาในส่วนของ “หูกระเป๋า” จะทำมาจาก “หนังวัวรัสเซีย” ที่เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหาร
โดยตัวหนังวัวจะผ่านกระบวนการฟอกจากโรงงาน ซึ่งได้รับระดับ Gold จากการประเมินของ Leather Working Group (LWG) ที่ตรวจสอบทั้งประสิทธิภาพการใช้น้ำ พลังงาน และการบำบัดน้ำเสีย
“สายกระเป๋าเป้สะพายหลังและกระเป๋าเดินทาง”, “เทปซิป” และ “ด้าย” ที่ใช้ปักโลโกม้าแข่ง ผลิตจากผ้าใบโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 90-100% ที่ผ่านการรับรอง GRS
“กระดุมทองเหลือง” สัญลักษณ์ Longchamp ก็มีการผลิตจากโลหะรีไซเคิล 30%
หรือแม้แต่ “บรรจุภัณฑ์” Longchamp ก็มีความใส่ใจไม่แพ้กัน โดยในกรณีที่สั่งให้มาส่ง จะห่อด้วยพอลิเอทิลีนรีไซเคิลพร้อมฉลากกระดาษรีไซเคิล และในกรณีที่ซื้อจากหน้าร้าน ก็จะใช้ถุงกระดาษรีไซเคิลทั้งหมด
ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ “ครั้งแรก” ที่ Longchamp หันมาให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน”
เพราะที่ผ่านมา Jean Cassegrain ผู้ก่อตั้งและ CEO คนปัจจุบัน ได้วางคอนเซปต์ของแบรนด์ ให้ตรงกันข้ามกับฟาสต์แฟชั่นอย่างสิ้นเชิง
โดย Longchamp จะเน้นที่อายุการใช้งานที่ยาวนาน ในแง่ของทั้งคุณภาพและดีไซน์
อย่างรุ่น Le Pliage ก็มีการออกแบบที่เรียบง่าย โดยใช้ผ้าใบสี่เหลี่ยม แผ่นปิดหนัง ซิป และกระดุมโลหะ ซึ่งแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็ทำให้เราสามารถใช้ได้ในทุก ๆ โอกาส
ที่สำคัญยังมีความทนทาน แม้ว่าจะผ่านการใช้งานมาหลายปี
และหากขอบข้างถลอกก็สามารถนำมารับบริการซ่อมภายในร้าน Longchamp โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีกระเป๋า Le Pliage กว่า 30,000 ใบต่อปี ที่ได้รับการซ่อมแซมให้กลับมาดูดีอีกครั้ง
สำหรับใน “ด้านการผลิต” โรงงานกระเป๋าของ Longchamp ก็ถูกประเมินว่าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้อยกว่าการผลิตผ้ายีนถึง 6 เท่า
“การขนส่ง” Longchamp ก็มีกลยุทธ์การผลิตให้ใกล้เคียงกับจุดจำหน่ายที่สุด เพื่อลดการปล่อยมลพิษที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง รวมถึงลดการขนส่งทางอากาศและหันมาใช้การขนส่งทางเรือแทน เนื่องจากประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า
ไม่เพียงเท่านั้น “หน้าร้าน” ก็เป็นสิ่งที่ Longchamp ให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน โดยมีการตั้งเป้าเรื่องลดของเสียและการใช้พลังงาน เช่น เน้นการใช้แสงธรรมชาติ และมีการใช้นวัตกรรมฉนวนความร้อน และติดตั้งระบบปรับอากาศที่ประหยัดพลังงาน รวมถึงใช้ไฟ LED แบบประหยัด
นอกจากนั้นตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ก็มีการเอาพลาสติกที่เคลือบบรรจุภัณฑ์กระดาษออก เพื่ออำนวยความสะดวกในการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด
เรียกได้ว่าตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงตอนที่ลูกค้าใช้งานกระเป๋า
ทุก ๆ ขั้นตอน Longchamp จะคำนึงถึงความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด
และสำหรับใครที่สนใจ Le Pliage Green กระเป๋าคอลเลกชันนี้ ก็มีมาให้เลือกทั้งหมด 4 เฉดสียอดนิยม ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ได้แก่ ป่าไม้ มหาสมุทร เอิร์ธ และสโนว์ ที่เป็นรุ่นลิมิเต็ด
นอกจากนั้นยังมีให้เลือกทั้งรุ่นที่เป็น กระเป๋าใส่เหรียญ กระเป๋าใส่ของใบเล็ก กระเป๋าถือขนาดมาตรฐาน ไปจนถึงกระเป๋าเป้ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2,100 บาท
พิเศษ สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ สามารถแคปเชอร์โพสต์นี้ แล้วส่งมาใน Line OA ของ Longchamp Thailand เพื่อลุ้นเป็นเจ้าของ Le Pliage Green
ซึ่งครั้งนี้ Longchamp Thailand ก็ใจดี จัดกิจกรรมกิจกรรมแจกกระเป๋าถึง 5 ใบ
โดยจะประกาศผู้โชคดีทาง Line OA
แต่ถ้าใครไม่อยากรอแล้ว สามารถเข้าไปเลือกรุ่นที่ถูกใจและจับจองกันได้ที่ ได้ที่ Longchamp Thailand ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยได้ตามช่องทางนี้
- Line OA: https://bit.ly/3zfb2pC
- Website: https://bit.ly/2XmcIRD
- Line my shop: https://shop.line.me/@longchamp_thailand
References:
-ข้อมูลจากแบรนด์
-https://www.bbc.com/future/article/20200710-why-clothes-are-so-hard-to-recycle
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.