BetterUp สตาร์ตอัปแสนล้าน ที่มีเจ้าชายแฮร์รี เป็นหนึ่งในทีมบริหาร
Business

BetterUp สตาร์ตอัปแสนล้าน ที่มีเจ้าชายแฮร์รี เป็นหนึ่งในทีมบริหาร

13 ม.ค. 2022
BetterUp สตาร์ตอัปแสนล้าน ที่มีเจ้าชายแฮร์รี เป็นหนึ่งในทีมบริหาร /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ สตาร์ตอัปด้านสุขภาพจิต และการโค้ช (Coaching) รายใหญ่ที่สุดในโลก ก็คือ BetterUp
ยูนิคอร์นสัญชาติอเมริกัน หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 156,886 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ หนึ่งในผู้บริหารระดับ C-Suite ของ BetterUp ยังมีดีกรีเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ ซึ่งก็คือ เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์นั่นเอง
แล้วเรื่องราวของสตาร์ตอัปที่มีชื่อว่า BetterUp จะน่าสนใจอย่างไร ?
และพวกเขามีโมเดลธุรกิจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
BetterUp เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 2013 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคุณ Alexi Robichaux และคุณ Eduardo Medina
ซึ่ง BetterUp จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีบริการในเรื่อง อบรมคนในองค์กร, พัฒนาทักษะ, การทำงานเป็นทีม, ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตในการทำงาน และความเป็นผู้นำ
ที่สำคัญคือ หลักสูตรการฝึกสอนต่าง ๆ บน BetterUp ก็ยังได้รับการพัฒนาร่วมกับนักจิตวิทยา และจิตแพทย์ เพื่อให้การเรียนรู้อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ และมีความน่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ การทำงานของแพลตฟอร์ม BetterUp จะอาศัยอัลกอริทึมที่ทางบริษัทคิดค้นขึ้นอย่าง IdentifyAI™ ซึ่งจะจับคู่ “ผู้เรียน” กับ “โค้ช” ที่เหมาะสมกับการฝึกสอนผู้เรียนแต่ละคน
โดยในปัจจุบันทาง BetterUp ได้เปิดเผยว่ามีโค้ชอยู่กว่า 3,000 คน ซึ่งถือเป็นเครือข่ายโค้ชที่ใหญ่อันดับต้น ๆ ในโลก
ที่สำคัญคือ BetterUp ยังมีการฝึกสอนถึง 46 ภาษา และให้บริการครอบคลุมกว่า 90 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
และสำหรับองค์กรที่สนใจพัฒนาบุคลากรของตนก็สามารถ เลือกโปรแกรมการฝึกสอนในด้านต่าง ๆ แถมยังมีให้เลือกได้ ว่าต้องการเป็นคอร์สแบบตัวต่อตัวหรือแบบกลุ่ม
ที่น่าสนใจคือ ทาง BetterUp ยังได้มีการเปิดเผยประสิทธิภาพ จากการเรียนผ่านแพลตฟอร์มของตนว่า
-ช่วยลดภาวะ Burnout ของพนักงานได้ถึง 52%
-ช่วยเพิ่ม Productivity ในการทำงานได้กว่า 20%
-ช่วยเพิ่ม Performance ให้ทีมได้ 31%
พออ่านมาจนถึงตรงนี้ สงสัยไหมคะว่า BetterUp มีรายได้จากไหน ?
สำหรับรายได้ของ BetterUp จะมาจากการเก็บค่าบริการรายเดือนเป็นรายบุคคล เพื่อเข้าถึงบริการต่าง ๆ ในแพลตฟอร์ม และการเรียนกับโค้ช
และด้วยลักษณะการให้บริการของ BetterUp ที่เกี่ยวข้องกับ “คนในองค์กร”
ดังนั้นลูกค้าส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นแบบ B2B หรือก็คือองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นคนจ่ายค่าบริการเพื่อให้คนในองค์กรได้เข้ามาเรียนรู้ในแพลตฟอร์มนี้
โดยปัจจุบัน BetterUp มีลูกค้าเป็นบริษัทรายน้อยใหญ่รวมแล้วกว่า 380 แห่ง
แถมลูกค้าบางรายยังเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทที่ทำรายได้มากสุด 1,000 อันดับแรกของสหรัฐฯ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ Fortune 1000 นั่นเอง
รวมไปถึง BetterUp ยังเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทระดับโลกอย่าง เช่น Google, Airbnb, Hilton, Mars หรือแม้กระทั่ง กองทัพอากาศสหรัฐฯ ก็เริ่มหันมาใช้บริการฝึกสอนกองพลทหารกับ BetterUp และหลักสูตรนี้ยังได้รับการรับรองจากสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ (International Coaching Federation) แล้วด้วย
ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ได้เข้ามาเป็น CIO (Chief Impact Officer) ให้กับ BetterUp ในเดือนมีนาคม ปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับตอนที่เขาประกาศถอนตัว ออกจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูง
โดยเจ้าชายแฮร์รี จะมีหน้าที่ร่วมตัดสินใจเรื่องเกี่ยวกับประเด็นการริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ของบริษัท และการวางกลยุทธ์ให้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ BetterUp รวมไปถึงเรื่องงานการกุศล ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าชายแฮร์รีถนัด และมีประสบการณ์มายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่มีการทรงงานหลวง ในฐานะพระบรมวงศ์
ซึ่งหลังจากได้เจ้าชายแฮร์รีเข้ามาร่วมทีมประมาณ 8 เดือน BetterUp ก็ทำการระดมทุนในรอบ Series E และได้รับเงินลงทุนไปเกือบ 10,000 ล้านบาท จากการระดมทุนในครั้งเดียว ถือเป็นจำนวนเงินในการระดมทุนที่สูงกว่าการระดมทุนในรอบก่อนถึง 2 เท่า
ที่น่าสนใจคือ การระดมทุนในครั้งนี้ยังส่งผลให้บริษัทได้รับการประเมินมูลค่าสูงถึง 156,886 ล้านบาท ส่งผลให้ BetterUp ก้าวขึ้นแท่นเป็นบริษัทด้านสุขภาพจิต และการโค้ชรายใหญ่ที่สุดในโลก
แต่คำถามสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ แล้วทำไมบริษัทฝึกอบรมพนักงานให้บริษัทคนอื่น ถึงสามารถมีมูลค่าหลายแสนล้านบาทได้ ทั้ง ๆ ที่พนักงานจำนวนมากมักจะเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ และคงจะดีกว่าหรือไม่ ถ้าบริษัทหลายแห่งเลือกที่จะประหยัดต้นทุนที่เกี่ยวกับพนักงาน
เรื่องนี้เป็นเพราะ ในความเป็นจริงแล้ว บริษัทที่ประสบความสำเร็จหลายแห่งกลับมองว่า พนักงานคือความได้เปรียบขององค์กร เพราะต่อให้บริษัทคู่แข่งจะพยายามลอกเลียนแบบสินค้าหรือบริการของเราไป
แต่หากเรามีทีมที่ดี สุดท้ายพวกเขาเหล่านั้นก็จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่น่าทึ่งออกมาไม่รู้จบ
ที่สำคัญคือ ถ้าเราไม่สามารถรักษาคนเก่ง ๆ ไว้ได้ สุดท้ายปัญหาสมองไหลออกจากองค์กรเราก็จะย้อนกลับเข้ามาทำร้ายองค์กรของเราเอง..
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.