SCGP เดินหน้าขยายธุรกิจ เติบโตต่อเนื่อง มั่นใจทะลุเป้ารายได้ 140,000 ล้านบาท
Business

SCGP เดินหน้าขยายธุรกิจ เติบโตต่อเนื่อง มั่นใจทะลุเป้ารายได้ 140,000 ล้านบาท

3 พ.ค. 2022
SCGP x ลงทุนเกิร์ล
บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ผู้ให้บริการบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด โดยเฉพาะในยุคที่บริการเดลิเวอรีโตอย่างมหาศาล
SCGP ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและทำรายได้จากการขายไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 เพิ่มขึ้น 34% ท่ามกลางปัจจัยความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รุกขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องด้วยความรอบคอบ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายรายได้ 140,000 ล้านบาท ในปีนี้ พร้อมกับขยายฐานลูกค้า B2C และยึดโมเดล ESG โดยเข้าร่วม Science Based Targets initiative (SBTi) หรือความร่วมมือระดับนานาชาติในการตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อยกระดับสู่ Net Zero ในปี 2593
SCGP มีกลยุทธ์ที่น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
จากการแถลงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2565 โดยนายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในไตรมาสที่ผ่านมา SCGP มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ 36,634 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 34% โดยมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 1,658 ล้านบาท ลดลง 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นมาจากการเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และการสร้างการเติบโตร่วมกันกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Merger and Partnership : M&P) ในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก อาทิ
Go-Pak โซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร ในสหราชอาณาจักร
Duy Tan บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูปรายใหญ่ ในเวียดนาม
Intan Group บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก ในอินโดนีเซีย
Deltalab ธุรกิจวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในสเปน
รวมถึงยอดขายจากกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Business) ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ทั้งบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ จากปริมาณความต้องการในกลุ่มสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค การส่งออกอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง และปริมาณความต้องการและราคาของเยื่อกระดาษที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลด้านการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
ในส่วนของกำไรสำหรับงวดที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเป็นผลมาจากต้นทุนด้านวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม จากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและวางแผนบริหารจัดการล่วงหน้า โดยเฉพาะการกระจายความเสี่ยงของแหล่งวัตถุดิบ เช่น การทำสัญญาซื้อขายปริมาณถ่านหินในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบจากราคาที่ผันผวน และปริมาณที่มีจำกัด หรือการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ SCGP ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยหากดูผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี
ปี 2562 รายได้ 89,070 ล้านบาท กำไร 5,269 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 92,786 ล้านบาท กำไร 6,457 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 124,223 ล้านบาท กำไร 8,294 ล้านบาท
และในปี 2565 นี้ SCGP ก็ได้ตั้งเป้ารายได้ ไว้ที่ 140,000 ล้านบาท
แล้ว SCGP จะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร ?
ถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็คือ นอกจากจะมีการสร้างการเติบโตร่วมกันกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Merger and Partnership: M&P) รวมถึงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้ายิ่งขึ้นแล้ว อาจพูดได้ว่า SCGP มีการปรับตัวให้ “ใกล้ชิดกับลูกค้า” มากยิ่งขึ้น
ในไตรมาสที่ผ่านมา SCGP ก็มีการออกแพลตฟอร์ม เพื่อให้สามารถสั่งซื้อสินค้าและบริการของ SCGP ผ่านทางออนไลน์ และยังหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคมากขึ้น เช่น ขวดแชมพู กล่องกระดาษ และภาชนะกระดาษ พร้อมทั้งการต่อยอดนวัตกรรม ที่ SCGP ถือครองอยู่ อย่างการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) จนได้ออกมาเป็นกลุ่มสินค้าที่ขายให้ลูกค้าโดยตรง หรือ Direct-to-customer อาทิ
HOLIS by SCGP IM-MU Cap ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากถั่งเช่า
ALMIND by SCGP เจลและสเปรย์แอลกอฮอล์ ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีให้ได้นาโนเซลลูโลส ส่วนผสมทำให้มือนุ่ม และปลอดภัยกับเด็ก
Hemp Project โครงการกัญชง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาสายพันธุ์ของกัญชงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของไทย โดยที่ผ่านมาก็เคยสำเร็จมาแล้วกับกรณีต้นยูคาลิปตัส
โดยปัจจุบัน สัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Consumer-linked นี้ ก็เพิ่มขึ้นเป็น 72% ของรายได้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งข้อดี ก็คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤติ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องใช้อยู่
และไม่เฉพาะการขยายในส่วนของไลน์ผลิตภัณฑ์เท่านั้น ในด้านของตลาด ก็มีการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และอินเดีย
สุดท้าย SCGP ยังมีการตั้งเป้าความยั่งยืนในระยะยาว
ถึงแม้ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของ SCGP จะสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อยู่แล้ว
แต่ก็ยังมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังมีการลงทุนในโครงการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ เช่น การแยกสกอตช์เทปพลาสติกที่ติดบนกล่องบรรจุภัณฑ์ ซึ่งตัวกล่องก็นำกลับมาเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อีกครั้ง และพลาสติกก็นำไปใช้ประโยชน์อื่นได้
นอกจากนี้ SCGP ยังได้ยึดหลักการดำเนินธุรกิจด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) มาโดยตลอด
และตอกย้ำความสำคัญของหลักการนี้ด้วยการเข้าร่วม Science Based Targets initiative (SBTi)
เพื่อตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก บนพื้นฐานที่มีการวัดผลทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีเป้าหมายให้เกิด Net Zero ภายในปี 2593
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงเห็นภาพแล้วว่า SCGP เป็นอีกธุรกิจ ที่ใกล้ตัวผู้บริโภคอย่างเรา ๆ มากกว่าที่คิด
แถมยังสอดคล้องกับเทรนด์ของโลก ที่มาพร้อมกับความสะดวก แต่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเป้าหมายของ SCGP กับการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม..
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.