หุ้นกลุ่ม Plant-based ร่วงหนัก หรือเป็นเพราะ คนกำลังเลิกเห่อ ?
Business

หุ้นกลุ่ม Plant-based ร่วงหนัก หรือเป็นเพราะ คนกำลังเลิกเห่อ ?

หุ้นกลุ่ม Plant-based ร่วงหนัก หรือเป็นเพราะ คนกำลังเลิกเห่อ ? /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ว่า ร้านกาแฟของ Starbucks ทั่วโลก จะใช้นมข้าวโอ๊ต เพียงแบรนด์เดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ “Oatly”
และเมื่อปีที่แล้ว บริษัท Oatly ยังได้ตัดสินใจ IPO ในตลาดหุ้น Nasdaq
ซึ่งก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักลงทุน
โดยมีมูลค่าบริษัททะลุ 450,000 ล้านบาท สูงกว่าราคา IPO ประมาณ 30%
แต่ความเป็นจริงในวันนี้..
มูลค่าของบริษัท Oatly กลับอยู่ที่เพียง 84,000 ล้านบาท
ในขณะเดียวกัน บริษัท Beyond Meat ผู้นำในวงการ Plant-based ก็ประสบกับปัญหาเช่นเดียวกัน โดยหุ้นของบริษัทตกไปมากกว่า 80% ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี
หรือถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเราใช้เงิน 10,000 บาท ซื้อหุ้น Beyond Meat เมื่อปีที่แล้ว
ในตอนนี้มูลค่าของมันจะเหลือไม่ถึง 2,000 บาท
ดังนั้น คำถามสำคัญในตอนนี้ก็คือ มันเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจอาหารแห่งอนาคตเหล่านี้ ?
หรือนี่กำลังจะเป็นขาลงของเทรนด์นี้ ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
Plant-based ถูกมองว่าเป็นอนาคตแห่งวงการอาหาร ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้
ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ ธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม Plant-based เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อย่างเช่น ในกรณีของ Beyond Meat บริษัทที่ผลิตเนื้อเทียมจากสหรัฐฯ
มีรายได้ในปี 2017 อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท
แต่หลังจากนั้นเพียง 4 ปี รายได้ก็เติบโตขึ้นมาอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 16 เท่า
ส่วนอีกกรณีที่น่าสนใจ ก็คือ Oatly
บริษัทผลิตนมข้าวโอ๊ตเจ้าแรก ๆ ที่ทำให้ชาวอเมริกันรู้จักกับนมข้าวโอ๊ต
อีกทั้งชื่อ Oatly ก็ยังกลายมาเป็น “คำติดปาก” ที่ใช้เรียกแทนนมข้าวโอ๊ต คล้าย ๆ กับที่คนไทยเรียก มาม่า แทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
โดยในปี 2019 บริษัท Oatly ทำรายได้อยู่ที่ 6,400 ล้านบาท
แต่ผ่านไปเพียงแค่ 2 ปี บริษัทก็ทำรายได้สูงถึง 22,200 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตกว่า 3.5 เท่า
พอเห็นแบบนี้แล้ว อนาคตของธุรกิจ Plant-based ก็ดูเหมือนจะสดใสไม่น้อย
แต่หากตอนนี้ เราลองไปดูหุ้นของทั้งสองบริษัท ก็จะพบว่า กำลังร่วงลงอย่างหนัก
โดยภายใน 1 ปี มูลค่าของบริษัท Beyond Meat หายไปแล้วกว่า 84% ส่วนมูลค่าของบริษัท Oatly ก็หายไปกว่า 85%
ทั้ง ๆ ที่สองบริษัทนี้ เป็นเสมือนผู้บุกเบิก และเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลในธุรกิจ Plant-based แต่ทำไมทิศทางของราคาหุ้นกลับสวนทางกันอย่างหนัก ?
1.นักลงทุนมองโลกในแง่ดีเกินไป
จากผลงาน การดำเนินงานในอดีตของทั้งสองบริษัท ที่เติบโตแบบหลายเท่าตัวมาตลอด
ทำให้นักลงทุนหลายคนตัดสินใจเข้าลงทุน โดยมองว่าบริษัทยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคต
แต่พอมาในปีนี้ รายได้กลับไม่เติบโตตามที่คาดหวัง
อย่างเช่น ในกรณีของ Beyond Meat ที่ไตรมาสแรกของปี 2022 รายได้เติบโตขึ้นแค่ 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว
ในขณะเดียวกัน จากการสำรวจของ Nielsen ยังพบว่า ภาพรวมของตลาดค้าปลีกสินค้า Plant-based ก็ยังมียอดขายที่ชะลอตัวมาตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
2.จำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น
จากเดิมที่ตลาด Plant-based เป็น Blue Ocean หรือตลาดที่มีคู่แข่งน้อยราย
แต่เมื่อคนอื่น ๆ เริ่มเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ จึงทำให้พากันเข้ามาในตลาดนี้ จนเริ่มกลายเป็น Red Ocean ที่มีการแข่งขันสูง
อย่างเช่น Tyson Foods บริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ตอนแรกเข้ามาลงทุนให้กับ Beyond Meat แต่ตอนนี้ก็เลือกที่จะออกสินค้า Plant-based มาแข่งแทน
นอกจากนี้ ผู้บริโภคก็ยังมีตัวเลือกที่มากขึ้น อย่างบริษัท Impossible Foods สตาร์ตอัปที่ผลิตเนื้อสัตว์จากพืช ก็ได้ออกมาประกาศว่า รายได้ในไตรมาส 4 เติบโตขึ้นถึง 85% สวนทางกับตลาดที่ค่อนข้างชะลอตัว
3.สถานการณ์โรคระบาด ที่ใกล้สิ้นสุด
ช่วงแรก ๆ ที่มีการระบาดของโควิด 19 ส่งผลให้ยอดขายสินค้า Plant-based เติบโตขึ้นสูงมาก เนื่องจาก ผู้คนต้องอยู่แต่ในบ้าน จึงมีเวลาทำอาหารทานเอง และยังมีโอกาสได้ทดลองทางเลือกใหม่ ๆ
ดังนั้น เมื่อเมืองกลับมาเปิดอีกครั้ง และผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติ ก็อาจส่งผลให้ยอดขายชะลอตัว หรือลดลงได้
นอกเหนือจากสาเหตุทั้งหมดนี้ ก็ยังมีเรื่องของสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมที่ชะลอตัว และภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของทั้งตลาด ไม่ใช่แค่เฉพาะธุรกิจ Plant-based เท่านั้น อีกทั้งยังทำให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น ความท้าทายของธุรกิจ Plant-based ในวันนี้ ก็คือ การพิสูจน์ให้เห็นว่า
Plant-based ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่อง “ชั่วคราว”
แต่จะกลายมาเป็น “อนาคต” ได้จริง ๆ
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.