Chaksarn จักสาน แบรนด์กระเป๋าแบบไทย ๆ ก็ขายแพงได้
Business

Chaksarn จักสาน แบรนด์กระเป๋าแบบไทย ๆ ก็ขายแพงได้

14 ก.ย. 2022
Chaksarn จักสาน แบรนด์กระเป๋าแบบไทย ๆ ก็ขายแพงได้ /โดย ลงทุนเกิร์ล
ทุกวันนี้ ไม่ว่าใครก็อยากได้ของที่ “พิเศษ” มาครอบครอง
จนหลายคนมองข้าม และไม่ให้ราคากับ “ของธรรมดา”
แต่คุณตั้ม จิรวัฒน์ มหาสาร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chaksarn กลับเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือ สิ่งไหน ต่างมีความพิเศษในตัวเอง เพียงแค่เราต้องลองมองดูมันในมุมที่ต่างออกไป
ซึ่งเขานำหลักคิดนี้มาใช้กับ Chaksarn (จักสาน) แบรนด์กระเป๋าแฟชั่น ที่ยกระดับ “เสื่อกก” บ้าน ๆ ให้กลายเป็นกระเป๋าที่ขายได้ในราคาตั้งแต่ 1,900-7,900 บาท และที่สำคัญ คือ มันยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
โดยในวันนี้ ลงทุนเกิร์ลมีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณตั้ม ถึงวิธีการเนรมิตเสื่อกกธรรมดา ๆ ให้กลายเป็น Chaksarn ธุรกิจที่ทำรายได้ถึง 11 ล้านบาท
แล้วจาก “เสื่อกก” บ้าน ๆ กลายเป็นกระเป๋าราคาเฉียดหมื่นได้อย่างไร ?
และ Chaksarn มีกลยุทธ์อะไร ที่ทำให้คนแย่งกันซื้อ ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง..
เสื่อกก และ กระเป๋าสาน คือ สินค้า OTOP ที่มีภาพจำเป็นสินค้าที่ดูมีอายุ และน่าเบื่อ
ดังนั้น คุณตั้มจึงต้องการยกระดับวัสดุจากภูมิปัญญาพื้นบ้านในชุมชน มาผสมรวมกับดีไซน์ที่แปลกใหม่ และคุณภาพระดับพรีเมียม
โดยสิ่งที่คุณตั้มให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ การออกแบบตัวสินค้า
หัวใจของการออกแบบกระเป๋า Chaksarn นั้น คุณตั้มบอกคำเดียวว่า มันต้องออกมา “ว้าว” ทั้งทรงกระเป๋า ลวดลาย และสีสันที่ต้องสะดุดตา ทันสมัย มีความเป็น Original หรือไม่มีใครเหมือน ซึ่งกระเป๋าทุกใบ ได้ผ่านปลายดินสอของคุณตั้มเองทั้งหมด
และถึงคุณตั้มจะไม่ได้จบด้านการออกแบบมาโดยตรง แต่เขาได้นำกำไรก้อนแรก จากการขายกระเป๋า ไปเรียนออกแบบกระเป๋าที่อิตาลี พร้อมนำแรงบันดาลใจ และพละกำลังกลับมาทำกระเป๋า Chaksarn ที่เป็น DNA ของตัวเองจริง ๆ จนกลายเป็นลวดลายและสีสันที่เตะตาใครหลาย ๆ คน
นอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว เรื่องของ “คุณภาพ” ก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
สำหรับกระบวนการผลิตสินค้าของ Chaksarn นั้น มีจุดตั้งต้นจาก “แม่ ๆ ช่างทอเสื่อกก” ในชุมชน โดยคุณตั้มจะเข้าไปในชุมชน และเฟ้นหาช่างทอด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้ร่วมงานกับช่างทอฝีมือเยี่ยม ที่พร้อมเปิดใจเรียนรู้ และพัฒนาลวดลาย-สีสันไปด้วยกัน
ซึ่งเสื่อกกทอมือ ที่ผ่านมาตรฐานของ Chaksarn นั้น ต้องทอแน่น น้ำหนักมือคงที่ และย้อมสีเรียบสม่ำเสมอ
ดังนั้น กว่าจะได้เสื่อกกที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับนำมาตัดเย็บเป็นกระเป๋านั้น ทาง Chaksarn ต้องใช้เวลาพูดคุย และทำงานร่วมกับช่างทอนานนับเดือน เลยทีเดียว
ซึ่งนอกจากวัสดุอย่าง เสื่อกก แล้ว
อีกหนึ่งวัสดุ ที่เป็นส่วนสำคัญในกระเป๋าของ Chaksarn ก็คือ “หนังวัว” ซึ่งถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้
แต่สำหรับขั้นตอน การเย็บหนังวัว กับเสื่อกกให้ติดกันได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการตัดเย็บเครื่องหนัง ด้วยวิธีทั่ว ๆ ไป ไม่สามารถทำให้งานออกมาเนี้ยบได้ เมื่อเป็นเช่นนี้คุณตั้มและช่างหนัง จึงต้องทำงานด้วยกันอย่างหนัก เพื่อหาเทคนิคที่จะเย็บทั้งสองวัสดุนี้ ให้ออกมาอย่างประณีตไร้ที่ติ
ด้วยกระบวนการทั้งหมด จึงทำให้แบรนด์ Chaksarn สามารถผลิตกระเป๋าได้เพียงเดือนละ 100-300 ใบเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน คุณตั้มยังได้อัปเลเวลมูลค่าสินค้าขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการใช้ “Scarcity Marketing” หรือก็คือ การผลิตสินค้าให้น้อยกว่าความต้องการในตลาด และยิ่งสินค้ามีน้อยเท่าไร ก็จะยิ่งกระตุ้นให้คนอยากได้มากขึ้นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ กระเป๋าแต่ละรุ่นของ Chaksarn จึงจะผลิตออกมาเพียงลายละไม่กี่ใบ ที่หมดแล้วหมดเลย
ซึ่งนอกเหนือจากเรื่อง การผลิตและออกแบบแล้ว
อีกจุดสำคัญ ที่ช่วยทำให้แบรนด์ Chaksarn ขายดิบขายดี ก็คือ “การสื่อสาร”
เพราะไม่ว่าเราจะทำสินค้าออกมาดีแค่ไหน แต่ถ้าหากเราไม่สามารถสื่อสาร ให้ลูกค้าเห็นคุณค่าเช่นเดียวกันกับแบรนด์ได้ สิ่งที่ทำมาทั้งหมด มันก็อาจไม่มีความหมาย..
ที่น่าสนใจ คือ ในช่วงวิกฤติโรคระบาดที่ผ่านมา ส่งผลให้แบรนด์ Chaksarn ไม่สามารถออกกองไปถ่ายแบบได้ และจะทำให้แบรนด์ไม่มีภาพสินค้าใหม่ ๆ เพื่อมาลงโปรโมต
แต่แทนที่คุณตั้มจะรออยู่เฉย ๆ เขากลับเลือกที่จะเป็นนายแบบเสียเอง เนื่องจากไม่อยากปล่อยให้หน้าเพจเงียบหายไปนาน ๆ จนทำให้ลูกค้าลืมแบรนด์ Chaksarn ไป
ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา ก็เรียกได้ว่า เกินคาด
เพราะผลงานการถ่ายแบบแต่ละเซตของคุณตั้ม ได้กลายเป็นไวรัลทันที
อย่างเช่น คลิป “ไปนายังไงให้ดูแพง” ที่มีผู้รับชมไปกว่า 1.1 ล้านครั้ง บน TikTok
และซีรีส์ “ถ่ายแบบธรรมดาโลกไม่จำ” ที่มีทั้งหมด 8 ตอน ก็มียอดวิวทะลุล้านครั้งทั้งหมด
ซึ่งสูตรลับของความไวรัล ที่คุณตั้มแอบบอกลงทุนเกิร์ล ก็คือ
“ทำการถ่ายแบบ และการนำเสนอสินค้าให้เป็นเหมือน งานศิลปะ เพราะผู้ชมจะไม่รู้สึกว่ากำลังถูกขายของ หรือถูกยัดเยียดสินค้า แต่เป็นการเสพศิลป์ ที่สร้างสรรค์ จนทำให้พวกเขาอยากแชร์ต่อ”
แถมคุณตั้มยังปิดท้ายว่า วิธีนี้ทำให้แบรนด์ Chaksarn ไม่ต้องเสียเงินยิง Ads มา 2 ปีแล้ว
ซึ่งในตอนนี้ยอดขาย 100% ของ Chaksarn มาจากช่องทางออนไลน์
และยังไม่ต้องจ้างนางแบบ, อินฟลูเอนเซอร์ หรือสื่อใด ๆ มาช่วยโปรโมตสินค้า
เพราะในแบรนด์ได้สร้างช่องทางการสื่อสารที่แข็งแกร่ง และฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นเป็นของตัวเอง เรียกได้ว่า พลิกวิกฤติให้เป็น โอกาส ของแท้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อที่จะทดแทนความเชื่อมั่น ที่ได้จากการขายหน้าร้าน จึงต้องมีการปรับรูปแบบการทำงานหลายด้าน ดังนี้
1.ให้ความสำคัญกับการตอบแช็ตลูกค้า อย่างใส่ใจและเป็นกันเอง
เพื่อที่ลูกค้าจะได้รู้สึกเหมือนว่า ยังได้ซื้อกับคนจริง ๆ อยู่
2.สร้างช่องทางการชำระเงินที่ครอบคลุม
เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการตัดสินใจซื้อสินค้า
3.ใช้บริการจัดส่งสินค้าจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ
เพื่อสร้างความสบายใจให้ลูกค้า เมื่อต้องสั่งสินค้า ราคาสูง ๆ จากแบรนด์
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะอยากรู้ว่า การตัดสินใจปรับตัวในช่วงวิกฤติครั้งนั้นของคุณตั้ม ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร ?
หากเราลองดูจาก รายได้ของบริษัท จักสานดีไซน์ จำกัด ก็จะเห็นว่า
ปี 2563 รายได้ 5.6 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 11.1 ล้านบาท
เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบ 100% หรือก็คือ 2 เท่าเลยทีเดียว
เราก็คงจะเห็นได้ว่า ความสำเร็จทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ล้วนผ่านการคิดมาแล้วอย่างดี ในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ไปจนถึงการสื่อสาร
และเมื่อสถานการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด
การปรับเปลี่ยนมุมมอง เพียงเล็กน้อย
ก็อาจนำเราเข้าใกล้ความสำเร็จ ขึ้นอีกก้าว ก็เป็นได้..
References:
-สัมภาษณ์โดยตรงกับคุณตั้ม จิรวัฒน์ มหาสาร ผู้ก่อตั้ง Chaksarn
-กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.