Brunello Cucinelli แบรนด์แฟชั่นหรู ที่ เจฟฟ์ เบโซส และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เลือกใส่
Business

Brunello Cucinelli แบรนด์แฟชั่นหรู ที่ เจฟฟ์ เบโซส และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เลือกใส่

20 พ.ค. 2023
Brunello Cucinelli แบรนด์แฟชั่นหรู ที่ เจฟฟ์ เบโซส และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เลือกใส่ /โดย ลงทุนเกิร์ล
ถ้าจะพูดถึงเทรนด์แฟชั่นที่กำลังมาแรง ในปี 2023 นี้
คงต้องยกตำแหน่งให้กับ “Quiet Luxury” หรือเทรนด์ความหรูหรามีระดับ แบบเงียบ ๆ ไม่ต้องตะโกน
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือ แฟชั่นที่มีคุณภาพและราคาสูง มาในสไตล์เรียบง่ายและไม่ตกยุค ซึ่งจะไม่มีโลโกแบรนด์บ่งบอกชัดเจน เหมือนหัวเข็มขัด Gucci สีทอง หรือกระเป๋า Dior Saddle ที่มาพร้อมลายโมโนแกรมของแบรนด์
โดยหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับอานิสงส์จากเทรนด์นี้ ก็คือ “Brunello Cucinelli” (บรูเนลโล คูซิเนลลี)
แบรนด์ระดับไฮเอน สัญชาติอิตาลี
เจ้าของเสื้อยืดสีเทาตัวเก่งของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่หลายคนมองว่าเป็นเสื้อยืดธรรมดา ๆ แต่ความจริงแล้ว เป็นเสื้อยืดสั่งตัดพิเศษ ที่ราคาตัวละหลักหมื่นบาท
อีกทั้ง เจฟฟ์ เบโซส มหาเศรษฐีเบอร์ต้น ๆ ของโลก ยังเลือกใส่เสื้อผ้าของ Brunello Cucinelli ออกงานในหลาย ๆ โอกาสอีกด้วย
แล้วเรื่องราวของแบรนด์ Brunello Cucinelli น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
คุณ Brunello Cucinelli ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน ในชนบทห่างไกล ของประเทศอิตาลี
ตอนเด็ก เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก ซึ่งหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่นั้น ไม่มีน้ำประปา และไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เมื่อโตขึ้น เขาได้ย้ายเข้ามาในเมือง และเลือกเรียนสายอาชีพ จนสามารถเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรม ได้สำเร็จ
ซึ่งตอนนั้น เสื้อผ้าขนแกะ (Wool) ย้อมสีหลากหลายสี กำลังเป็นที่นิยม และคุณ Cucinelli จึงเกิดคำถามว่า แล้วทำไมไม่มีใครทำผ้าแคชเมียร์ย้อมสี มาขายบ้าง
หากใครสงสัยว่า ผ้าแคชเมียร์กับผ้า Wool ต่างกันอย่างไร อธิบายง่าย ๆ ก็คือ Wool เป็นผ้าที่ผลิตจากขนสัตว์ ซึ่งมักนิยมทำมาจากขนแกะเป็นหลัก มีคุณสมบัติกันหนาว มีเนื้อหยาบ และหนัก
ส่วนผ้าแคชเมียร์ ทำมาจากขนแพะแคชเมียร์ มีเนื้อผ้าละเอียด และนุ่มกว่า แถมเบาและกันหนาวได้ดีกว่าผ้า Wool แต่ก็มีราคาแพงกว่า เนื่องจากผลิตได้น้อย กว่าจะได้มา ต้องสางขนออกจากตัวแพะแคชเมียร์ ขณะที่ผ้า Wool ได้มาจากการไถขนแกะทั่วไป
คุณ Cucinelli เห็นช่องว่างในตลาด และคุณสมบัติที่โดดเด่นของผ้าแคชเมียร์ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาเปิดบริษัทเสื้อผ้าแคชเมียร์ขึ้นในปี 1978
ต่อมาในปี 1982 เขาแต่งงานกับคุณ Federica Benda จึงย้ายฐานการผลิตและกิจการของเขา มาที่เมือง Solomeo หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เป็นบ้านเกิดของภรรยา
ขณะเดียวกัน กิจการของเขาก็ไปได้สวย มีออร์เดอร์เข้ามาไม่ขาดสาย จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะ Brunello Cucinelli นั้นเป็นหนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าแคชเมียร์อิตาลีแท้ ที่เน้นความประณีตและคุณภาพเป็นที่หนึ่ง
หลังจากย้ายมายัง Solomeo ได้เพียง 3 ปี เขาก็สามารถซื้อปราสาทในหมู่บ้าน มาทำเป็นโรงงาน และสำนักงานใหญ่ของแบรนด์
เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น แทนที่จะสร้างโรงงานใหม่ เขากลับเลือกที่จะซื้อตึกเก่า มารีโนเวตให้กลายเป็น โรงงานที่ดูกลมกลืนไปกับความชนบท ซึ่งนั่นเป็นเพราะคุณ Cucinelli ไม่ต้องการทำลายทัศนียภาพของเมืองนั่นเอง
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ทุกคนคงเห็นภาพว่า Brunello Cucinelli ที่มีฐานการผลิตเป็นตึกเก่า ๆ อยู่บนเนินเขา ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของอิตาลี คงจะเติบโตในด้านธุรกิจได้แค่ประมาณหนึ่ง
แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ Brunello Cucinelli เติบโตจนมีชื่อเสียงในวงการแฟชั่นระดับโลก และสามารถจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์อิตาลี (Borsa Italiana) ได้สำเร็จในปี 2012
โดยปัจจุบัน Brunello Cucinelli มีมูลค่าบริษัทกว่า 238,000 ล้านบาท
แล้ว Brunello Cucinelli มีรายได้มากแค่ไหน ?
ปี 2021 มีรายได้ 27,011 ล้านบาท กำไร 2,022 ล้านบาท
ปี 2022 มีรายได้ 34,882 ล้านบาท กำไร 3,057 ล้านบาท
ซึ่งแบรนด์ Brunello Cucinelli ก็ประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านยอดขาย ชื่อเสียง และได้ถูกยกย่องให้กลายเป็น ราชาแห่งผ้าแคชเมียร์ ที่ยืนหนึ่งในเรื่องความประณีต และคุณภาพ
ที่น่าสนใจคือ นอกจากคุณ Cucinelli จะสนใจเรื่องแฟชั่นแล้ว อีกเรื่องที่เขาให้ความสำคัญ ก็คือ “Humanistic Capitalism” หรือทุนนิยมที่เน้นคุณค่าของความเป็นมนุษย์
ถ้าให้อธิบายง่าย ๆ Humanistic Capitalism เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ การเจริญเติบโตของธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับมนุษย์ทุกคนในสังคม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
โดยแรงผลักของเขาจากเรื่องนี้ คือ ภาพจำที่ติดตาเขามาตั้งแต่เด็ก สภาพแสนเหนื่อยล้าของคุณพ่อทุกค่ำคืน หลังกลับจากการทำงานที่โรงงานปูน เขาจึงตั้งใจว่า ถ้าวันหนึ่ง เมื่อเขามีบริษัทเป็นของตัวเอง เขาจะดูแลเพื่อนร่วมงานทุกระดับเป็นอย่างดี
และเมื่อเขามีเสียงที่ดังมากพอ เขาจะสื่อสารเรื่องนี้ เพื่อจะสะกิดใจนายทุนและบริษัทต่าง ๆ ให้ตระหนักถึงสิ่งนี้
ซึ่งคุณ Cucinelli ก็ทำให้บริษัทของเขา กลายเป็นสถานที่ทำงานในฝันเลยทีเดียว นอกจากบรรยากาศอันเงียบสงบในเมือง Solomeo แล้ว เขายังใส่ใจกับสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน และสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงาน อย่างเช่น
-ตึกเก่าที่รีโนเวตเป็นโรงงาน ถูกออกแบบให้มีหน้าต่างบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ
-เวลางานคือ 08.00-17.30 น. ไม่มีการตอกบัตร และห้ามไม่ให้ทำงานล่วงเวลาเด็ดขาด
-พักเที่ยงนาน 90 นาที พร้อมมีอาหารกลางวันที่อร่อยและเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ
-จ่ายค่าแรงให้มากกว่าเรตค่าจ้างทั่วไป
ซึ่งทั้งหมดนี้ แม้จะเพิ่มต้นทุนให้กับธุรกิจ แต่คุณ Cucinelli ก็เต็มใจที่จะจ่าย เพราะเขาให้คุณค่ากับจิตวิญญาณ และความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมงานมากกว่า
นอกจากนี้ Humanistic Capitalism ของคุณ Cucinelli ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย
โดยบริษัทของเขา มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 60% ภายในปี 2028
ด้วยความยึดมั่น และต้องการที่จะเป็นต้นแบบในการเผยแพร่แนวคิด Humanistic Capitalism นี้เอง
ทำให้คุณ Cucinelli ถูกเชิญไปเป็นวิทยากร ในงาน Dreamforce เวทีสัมมนาด้านเทคโนโลยีระดับโลก ที่จัดโดย Salesforce บริษัทซอฟต์แวร์ CRM เป็นประจำทุกปี
ซึ่งในงานแต่ละปี คุณ Cucinelli จะได้พบปะพูดคุยกับผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารเทคสตาร์ตอัปมากหน้าหลายตา จึงเป็นโอกาสให้เขาได้สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อแนวคิด Humanistic Capitalism ด้วยตัวเอง
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Brunello Cucinelli ถึงได้กลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ
และมีมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจากธุรกิจเทคโนโลยี อย่างเจฟฟ์ เบโซส และ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นลูกค้า..
© 2023 Longtungirl. All rights reserved.