
Lifestyle
ทำไมอสังหาฯ ระดับบนอย่าง “เศรษฐสิริ” ถึงเป็น Safe Haven ของคนฉลาดเลือกและน่าลงทุนในจังหวะนี้
6 พ.ค. 2026
ท่ามกลางข่าวเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และสงครามที่ยืดเยื้อ ทำให้บางคนอาจรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เวลาที่ดีในการใช้เงินก้อนใหญ่ อย่างการซื้อหรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
แต่ถ้าลองซูมเข้าไปในตลาดบ้านระดับบน (Luxury Segment) โดยเฉพาะช่วงราคา 10-30 ล้านบาท เราจะพบภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะนี่คือนาทีทองของกลุ่มผู้ซื้อที่เครดิตดี และมีเงินพร้อม ที่จะคว้าความได้เปรียบ ที่หาไม่ได้ในช่วงตลาดปกติ
และเมื่อพูดถึงการตัดสินใจซื้อบ้านในเซกเมนต์นี้ ชื่อแรก ๆ ที่มักจะถูกหยิบขึ้นมาเปรียบเทียบเสมอ ก็คือ แสนสิริ ผู้นำในตลาดบ้านเดี่ยวลักซ์ชัวรี
อะไรคือความได้เปรียบ หากเราตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ระดับบนในตอนนี้
และโครงการไหนจากแสนสิริที่กำลังน่าสนใจ ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
และโครงการไหนจากแสนสิริที่กำลังน่าสนใจ ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
หลายคนอาจเห็นข่าวบ้างว่าตลาดอสังหาฯ ในไทยดูเงียบเหงา และภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์จะติดลบไปถึง 13.9% ในปีที่ผ่านมา
แต่เมื่อเข้าไปดูไส้ในจริง ๆ จะพบว่า ในตลาดอสังหาฯ มีอยู่หนึ่งเซกเมนต์ที่ถูกขนานนามว่า เป็นกลุ่มที่ไม่มีวันตาย นั่นคือบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการโอนลดลงน้อยที่สุด
คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วใครบ้างเป็นลูกค้าของบ้านหรูระดับนี้ ?
หนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักของบ้านหรูระดับนี้ คือ Young Successor หรือคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จโดยอายุยังไม่เกิน 45 ปี
เพราะว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้มองแค่ว่าบ้านเป็นที่พักอาศัย แต่พวกเขามองหา “บ้าน” ที่สะท้อนภาพลักษณ์ และความฉลาดในการเลือกลงทุนทรัพย์สิน ที่จะมีแต่ช่วยเพิ่มพูนความมั่งคั่งในระยะยาวได้
ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างโครงการที่ให้ได้ทั้งภาพลักษณ์ ทั้ง Lifestyle และทำเลทองที่ตอบโจทย์ ก็หนีไม่พ้น “เศรษฐสิริ” แบรนด์หลักของแสนสิริ ที่มีจุดขายเด่นคือภาพลักษณ์ Design & Living Quality ให้คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง
อีกทั้งยังมีชื่อเสียงเรื่องระบบเพื่อนบ้านที่มีคุณภาพ บริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม และมีการนำระบบความปลอดภัยอย่าง LIV-24 ที่ผสาน AI Technology กับความเชี่ยวชาญของมนุษย์ รักษาความปลอดภัยพื้นที่ส่วนกลาง 24 ชั่วโมง
คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมถึงบอกว่าตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนกับโครงการหรู อย่างเศรษฐสิริ ? ลงทุนเกิร์ลสรุปมาให้เข้าใจง่าย ๆ ใน 3 ข้อ
1. ล็อกต้นทุนเก่า ก่อนต้นทุนใหม่จะราคาขึ้น
สิ่งที่มักจะตามมาหลังสงครามคือราคาน้ำมันที่ผันผวน ต่อด้วยภาวะเงินเฟ้อ ที่ทำให้สิ่งของต่าง ๆ ตั้งแต่วัสดุ ไปจนถึงต้นทุนการผลิตแพงขึ้น
ปัจจุบันราคาวัสดุก่อสร้างขยับขึ้นไปแล้ว 5-10% นั่นหมายความว่าโครงการบ้านใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่มีทางที่จะทำราคาเดิมได้อีกต่อไป เนื่องจากต้นทุนได้ขยับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อแล้ว
แต่อสังหาฯ ที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ในตอนนี้ ส่วนใหญ่ถูกก่อสร้างขึ้นด้วยต้นทุนวัสดุและค่าแรงในรอบก่อน ทำให้ยังไม่ได้รับผลกระทบด้านราคา
ซึ่งสิ่งที่ควรพิจารณาต่อมาในภาวะเศรษฐกิจที่น่ากังวลแบบนี้ ก็คือการเลือกแบรนด์อสังหาฯ เจ้าใหญ่ ที่มีเครดิตแข็งแกร่ง ยกตัวอย่างเช่น แสนสิริ แบรนด์ใหญ่ที่อยู่คู่คนไทยมานาน
เพราะเขามีความสามารถในการบริหารต้นทุนสูง จึงสามารถรักษามาตรฐานงานก่อสร้างและบริการหลังการขายระดับพรีเมียมไว้ได้นานกว่าใคร ในราคาการส่งมอบที่ยังดีเหมือนเดิม
2. ดอกเบี้ย และโปรโมชันส่วนลดที่หาจากไหนไม่ได้
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยบ้าน เฉลี่ยต่ำสุด 3 ปีแรกยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ง่าย เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 2.5% และโดยเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3% แปรผันตามศักยภาพและโปรไฟล์ทางการเงินของผู้กู้
แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้จังหวะนี้กลายเป็นนาทีทอง คือการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขยายระยะเวลาผ่อนคลายมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV : Loan to Value)
เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในระดับสูง (กู้ได้เต็ม 100%) จนถึงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2570
ส่งผลให้ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่เร่งออกแคมเปญส่งเสริมการขายกันจัดหนักจัดเต็ม
ส่งผลให้ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่เร่งออกแคมเปญส่งเสริมการขายกันจัดหนักจัดเต็ม
อย่างโปรโมชันของเศรษฐสิริที่น่าสนใจที่สุดตอนนี้ คือการมอบส่วนลดเงินสดสูงสุดที่มากถึง 5-10 ล้านบาท* ขึ้นอยู่กับทำเลและยูนิตที่เข้าร่วม ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่สูงมากเมื่อเทียบกับการได้เป็นเจ้าของบ้านระดับพรีเมียมบนทำเลศักยภาพ
และยังให้โปรโมชัน ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีค่าส่วนกลาง และไม่ต้องผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน* ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของโปรโมชัน ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ให้ลูกค้าสามารถนำเงินก้อนที่เตรียมไว้ไปลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งได้
3. อสังหาฯ คือ Safe Haven ต้านเงินเฟ้อ
แม้ว่าเงินสดจะด้อยค่าลงตามกาลเวลา แต่อสังหาฯ ระดับลักซ์ชัวรีในทำเลศักยภาพ เช่น กรุงเทพกรีฑา ราชพฤกษ์ และรามอินทรา นั้นกลับมีแต่เพิ่มขึ้น สวนกระแสเงินเฟ้อ
ยกตัวอย่างเคสของบ้านเศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา ซึ่งเป็นทำเล Hot Zone ซื้อบ้านมาในราคา 20 ล้านบาท สามารถขายต่อได้ในราคา 25 ล้านบาท คิดเป็น Capital Gain สูงถึง 25%
แม้กำไร 25% จะดูสูงมากในเชิงข้อมูล แต่ต้องบอกว่าในโซนที่ร้อนแรงจริง ๆ อย่างกรุงเทพกรีฑา การขยับขึ้นของราคาระดับ 10-20% ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและเป็นมาตรฐานของสินทรัพย์คุณภาพในทำเลนี้
และอีกเคสของโครงการเศรษฐสิริ วงแหวน-จตุโชติ ซึ่งอยู่ในโซนรามอินทรา ทำเลที่อยู่อาศัยยอดนิยมของกลุ่ม Young Successor บ้านซื้อมาในราคา 19 ล้านบาท ขายต่อได้ในราคา 20.9 ล้านบาท คิดเป็น Capital Gain 9%
แม้จะไม่ได้หวือหวาเท่ากรุงเทพกรีฑา แต่กำไร 9% ก็ยังถือว่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำหลายประเภท ที่สำคัญคือราคามีทิศทางเป็นบวก
นอกจากเรื่อง Capital Gain แล้ว อีกหัวใจสำคัญที่ทำให้บ้านหรูของแสนสิริสามารถรักษามูลค่าไว้ได้ดีแม้เวลาจะผ่านไป คือการรักษามาตรฐานโครงการให้สวยงามและดูดีเหมือนวันแรก
เพราะในโลกอสังหาฯ ความสวยงามของสภาพแวดล้อมและความสามารถในการบำรุงภูมิทัศน์ให้คงความสง่างามอยู่เสมอ คือปัจจัยหลักในการตัดสินราคาขายต่อ
สุดท้ายแล้วในสมการความผันผวนของเศรษฐกิจนี้ อาจไม่ได้มีคำตอบที่ถูกหรือผิด เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเรา ว่าจะปล่อยให้ปัจจัยในอนาคต เป็นเรื่องของโชคชะตาที่เราควบคุมไม่ได้
หรือจะเลือกเป็นผู้กุมเกมตอนนี้ ที่มองเห็นโอกาสและเลือกขยับตัวก่อนใคร เพื่อล็อกความคุ้มค่าในจังหวะที่ทุกอย่างยังเป็นใจให้เรามากที่สุด..
สำหรับใครที่มองเห็นโอกาสท่ามกลางความผันผวนนี้ และไม่อยากปล่อยให้จังหวะทองหลุดมือไป เศรษฐสิริ พร้อมเปิดประตูสู่สังคมคุณภาพ และสินทรัพย์ที่น่าลงทุนบน 14 ทำเลศักยภาพ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ลงทะเบียนตอนนี้พร้อมรับข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดของปี ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 10 ล้านบาท* จากราคาบ้านเริ่มต้น 10-40 ล้านบาท
สอบถามข้อมูลและโปรโมชันแบรนด์บ้านเดี่ยว “เศรษฐสิริ” ได้ที่ http://siri.ly/xdvMqe5
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
References :
- ข่าวประชาสัมพันธ์จาก ที่ปรึกษาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด
- ข่าวประชาสัมพันธ์จาก ที่ปรึกษาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด