จากร้านที่คนอ่านผิดว่า “ขาหมู” สู่แบรนด์ชานม ยอดขาย 1 ล้านแก้วต่อเดือน
Business

จากร้านที่คนอ่านผิดว่า “ขาหมู” สู่แบรนด์ชานม ยอดขาย 1 ล้านแก้วต่อเดือน

7 พ.ค. 2026
จากร้านที่คนอ่านผิดว่า “ขาหมู” สู่แบรนด์ชานม ยอดขาย 1 ล้านแก้วต่อเดือน /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ว่า แบรนด์ชานมสไตล์ญี่ปุ่นสัญชาติไทยอย่าง KAMU KAMU (คามุ คามุ) เคยมีช่วงที่ลูกค้าหลายคนอ่านชื่อร้านผิด และเข้าใจว่าเป็นร้านขาย “ขาหมู”
แถมช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ยังเคยถูกหมอดูทักว่าอาจจะไปไม่รอดภายใน 1 ปีด้วยซ้ำ
แต่วันนี้ KAMU KAMU เดินทางมาถึงปีที่ 15 ขยายสาขาไปแล้วกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ และมียอดขายถล่มทลายถึง 1 ล้านแก้วในทุก ๆ เดือน
ซึ่งล่าสุด ผู้บริหาร KAMU KAMU ได้ออกมาอัปเดตทิศทางธุรกิจในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 15 โดยเผยว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดขายของแบรนด์เติบโต 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มเมนูแกนหลักอย่างชา มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40%
วันนี้ลงทุนเกิร์ลจะพามาดูกันว่า KAMU KAMU ใช้กลยุทธ์อะไร จนสามารถเติบโตมาได้ไกลขนาดนี้ ?
คุณแทน-ทินกฤต สินทัตตโสภณ วิศวกรผู้ผันตัวมาสร้างธุรกิจ KAMU KAMU เล่าว่า เขาได้เดินทางไปเรียนรู้สูตรการชงชาถึงประเทศญี่ปุ่นและจีน
ก่อนจะกลับมาเปิดร้านสาขาแรกที่ตึก Interchange 21 ย่านอโศก ด้วยพื้นที่เล็กมากเพียง 4 ตารางเมตร ชนิดที่ว่ายืน 3 คนก็เต็มร้านแล้ว ป้ายเมนูยังต้องเขียนด้วยลายมือของตัวเอง
แต่จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นั้น KAMU KAMU ค่อย ๆ เติบโต จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ชานมที่คนไทยคุ้นชื่อมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง
เบื้องหลังการเติบโตนี้ KAMU KAMU บอกว่า หัวใจสำคัญมาจาก DNA ของแบรนด์ 4 เสาหลัก ได้แก่
Genuine หรือความจริงใจ
แบรนด์ให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี และทำสดใหม่ที่ร้านทุกวันPassionate หรือความหลงใหลในสิ่งที่ทำ
ทุกเมนูถูกพัฒนาด้วยความใส่ใจ เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้าPlayful หรือความสนุกสนาน
ไม่ใช่แค่ขายเครื่องดื่ม แต่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีผ่านบริการ และบรรยากาศของแบรนด์Dynamic หรือการโอบรับการเปลี่ยนแปลง
ในตลาดที่เทรนด์เปลี่ยนเร็ว แบรนด์ต้องปรับตัวให้ทัน ทั้งเมนู รสชาติ และพฤติกรรมผู้บริโภค
นอกจากนี้ KAMU KAMU ยังมีกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แฝงความน่าสนใจไว้หลายมุม เช่น
การเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์เทรนด์ที่เปลี่ยนไว รวมถึงชูจุดเด่นเรื่องท็อปปิง โดยเฉพาะวาราบิโมจิที่กลายเป็นซิกเนเชอร์ของแบรนด์ เพราะมีรสชาติและเทกซ์เชอร์เฉพาะตัว จนทำให้คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยากแม้ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ KAMU KAMU มองเห็นเทรนด์ Affordable Indulgence หรือการซื้อความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อฮีลใจในแต่ละวัน แบรนด์จึงวางราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่ลูกค้ารู้สึกว่าเข้าถึงได้ และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายใช้กลยุทธ์จ้าง KOL และ KOC แบบบรีฟให้น้อยที่สุด เพื่อให้ผู้รีวิวพูดจากความรู้สึกจริง ๆ จนเกิดเป็นกระแสออร์แกนิกที่มีลูกค้าทั่วไปทำคลิปและแท็กหาแบรนด์เกือบ 1,000 คลิป
สำหรับก้าวต่อไป ในอีก 3 ปีข้างหน้า KAMU KAMU ตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 300 สาขา และกวาดรายได้ 1,000 ล้านบาท
ซึ่งหากทำได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า KAMU KAMU จะมีส่วนแบ่งมากกว่า 10% ของตลาดชานมไข่มุกในไทย ที่มีมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท
และที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ KAMU KAMU กำลังซุ่มเปิดตัว Sub-brand ใหม่ ที่ยังคงเป็นความลับอยู่ ซึ่งก็น่าติดตามว่าจะสร้างเซอร์ไพรส์อะไรให้ตลาดเครื่องดื่มในไทยได้อีกหลังจากนี้..
© 2026 Longtungirl. All rights reserved. Privacy Policy.