
Business
ทำไมมหาเศรษฐีทั่วโลก ยอมจ่ายหลักล้าน เพื่อตั๋วเข้างาน Milken Institute Global Conference
5 มิ.ย. 2026
ทำไมมหาเศรษฐีทั่วโลก ยอมจ่ายหลักล้าน เพื่อตั๋วเข้างาน Milken Institute Global Conference /โดย ลงทุนเกิร์ล
หากพูดถึงงานประชุมใหญ่ประจำปีของผู้มีอิทธิพลระดับโลก หลายคนอาจนึกถึง World Economic Forum ที่จัดขึ้นที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นอันดับแรก
แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีอีกหนึ่งงานการประชุมสุดเอกซ์คลูซิฟ ที่สามารถรวมตัวมหาเศรษฐีแถวหน้าของโลกไว้ในที่เดียว จนได้รับฉายาว่าเป็น “Davos of the West”
นั่นก็คือ Milken Institute Global Conference งานประชุมประจำปีที่รวบรวมผู้นำจากหลายวงการ
ซึ่งขึ้นชื่อว่า ผู้ที่เข้าร่วมงานนี้อาจมีโอกาสพูดคุยกับผู้ก่อตั้งบริษัทระดับโลก หรือซีอีโอกองทุนยักษ์ใหญ่ แบบใกล้ชิด แต่แน่นอนว่าโอกาสแบบนี้มีราคาที่ต้องจ่าย และต้องเริ่มจากการจ่ายตั๋วเข้างานสูงถึงหลักล้านบาท
แล้วงาน Milken Institute Global Conference น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นของ Milken Institute Global Conference มาจากคุณ Michael Milken นักการเงินชาวอเมริกัน ที่ได้รับฉายา “ราชาตราสารหนี้ขยะ” ในช่วงทศวรรษ 1980
ภายหลังจากที่คุณ Milken ประสบปัญหาทางธุรกิจ เขาจึงหันมามีบทบาทในโลกของงานวิจัย การแพทย์ การศึกษา และการกุศลมากขึ้น ผ่านองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในชื่อ Milken Institute
ซึ่ง Milken Institute Global Conference ก็คืองานประชุมเรือธงประจำปีของสถาบันแห่งนี้
เป้าหมายของงานนี้เป็นการสร้างเวทีให้ผู้นำจากหลายวงการมาพูดคุยกันถึงปัญหาใหญ่ของโลก ตั้งแต่เศรษฐกิจ ตลาดทุน เทคโนโลยี สุขภาพ ไปจนถึงภูมิรัฐศาสตร์ โดยจะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปใช้สนับสนุนด้านการศึกษา, สุขภาพ และอื่น ๆ
โดยงานมักจัดขึ้นช่วงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นระยะเวลา 4 วัน ที่โรงแรม The Beverly Hilton และ Waldorf Astoria Beverly Hills ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ล่าสุดในปี 2026 งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 พฤษภาคม ในธีม Leading in a New Era มีประเด็นที่ถูกหยิบมาพูด เช่น ความจำเป็นด้าน AI ในภาคเอกชน, การจัดแนวทางใหม่ด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้า และนวัตกรรมด้านสุขภาพของการมีอายุยืนยาว
นำโดยรายชื่อสปีกเกอร์ระดับ A Lists มากกว่า 1,000 คน จากหลายภาคธุรกิจ ตัวอย่างเช่น
- คุณ Dina Powell McCormick ประธานและรองประธานกรรมการบริษัท Meta
- คุณ Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ NVIDIA
- คุณ Neal Mohan ซีอีโอของ YouTube
ไฮไลต์ของงานไม่ได้มีแค่การจัดสัมมนาฟังสปีกเกอร์บนเวทีเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมคลายเครียด เช่น การพักเล่นกับลูกหมา, การทำสมาธิผ่าน Sound Bath และปิดจบงานด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินระดับโลก
ซึ่งงานปีล่าสุดมีผู้เข้าร่วมราว 5,000 คน จากเกือบ 100 ประเทศ โดยส่วนมากเป็นกลุ่มนักลงทุน ผู้จัดการกองทุน ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป ผู้บริหารบริษัท และผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจด้านเงินทุน
ส่วนราคาตั๋วเข้างานเริ่มที่ราว ๆ 1.6 ล้านบาท และมีรายงานว่าค่าตั๋วปีนี้พุ่งสูงถึง 2.4 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าผู้เข้าร่วมงานอยากได้สิทธิพิเศษมากน้อยแค่ไหน เช่น หากต้องการเข้าเลานจ์สุดเอกซ์คลูซิฟ ก็มีราคาที่ต้องจ่ายเพิ่ม
แล้วทำไมถึงมีกลุ่มคนที่ยอมบินข้ามประเทศมาเพื่อร่วมงานนี้ และยอมจ่ายค่าตั๋วหลักล้านจริง ๆ ?
เรื่องนี้เป็นเพราะ งานนี้เปรียบเสมือนจุดพบปะของผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปมาแรงและ Venture Capitalist หรือผู้ดูแลกองทุนที่รวบรวมเงินลงทุนรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก
โดยหนึ่งในผู้ร่วมงานนี้มองว่า นี่เป็นโอกาสที่ดีในการนำเสนอธุรกิจเพื่อขอระดมเงินทุน หรือการปิดดีลทางธุรกิจ
นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานมักให้ความสำคัญกับงานปาร์ตีสำหรับกลุ่มคนวงใน ที่อยู่นอกเหนือวาระการประชุมในงานหลักเช่น งานเลี้ยงกลางวันสำหรับผู้หญิงจากบริษัท Goldman Sachs หรืองานดินเนอร์ที่บ้านของคุณ Daniel Seth Loeb ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Third Point
รวมไปถึงการหาจังหวะทักทายผู้คนตามโถงทางเดิน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ ซึ่งอาจปูทางไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ในสายอาชีพ
พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ร่วมงานที่ต้องการให้คุ้มค่าบัตรเข้างาน จึงจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายและวางแผนกลยุทธ์ เพื่อสร้างมูลค่าจากการเข้าสังคมระดับหัวแถวให้ได้มากที่สุด
อ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่า ส่วนที่มีคุณค่ามากที่สุดของการเข้างาน Milken Institute Global Conference ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การนั่งฟังสปีกเกอร์ในห้องประชุมเท่านั้น
แต่คือการคว้าโอกาสสำคัญที่เกิดขึ้นปีละครั้ง ถ้าผู้เข้าร่วมงานคนไหนที่วางแผนมาดี ก็อาจเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์เกินคุ้มค่าตั๋วหลักล้านบาท..
References :
- เว็บไซต์บริษัท, Businessinsider, Fortune, Prosek