
Business
Micron Technology บริษัทชิป 40 ล้านล้าน ที่โตจากเงินทุนของคนขายมันฝรั่ง
14 ก.ค. 2026
Micron Technology บริษัทชิป 40 ล้านล้าน ที่โตจากเงินทุนของคนขายมันฝรั่ง /โดย ลงทุนเกิร์ล
ในยุคที่โลกกำลังตื่นเต้นกับ AI หลายบริษัททุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกตัวนี้
ในยุคที่โลกกำลังตื่นเต้นกับ AI หลายบริษัททุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกตัวนี้
แต่เบื้องหลังการเติบโตของ AI กำลังมีสถานการณ์วิกฤติชิปหน่วยความจำและแรมขาดตลาด ที่ใกล้ตัวที่สุดก็คงจะเป็นการขึ้นราคาสินค้าบางกลุ่มของ Apple จนทำให้หลายคนต้องควักกระเป๋าจ่ายแพงกว่าเดิม
ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ก็ยังมีหนึ่งในบริษัทที่ได้รับอานิสงส์จากเรื่องนี้ไปเต็ม ๆ จนมีมูลค่าบริษัททะลุล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นั่นก็คือ Micron Technology
แต่รู้หรือไม่ว่า บริษัทระดับล้านล้านรายนี้
ตั้งต้นจากพนักงานเพียง 4 คน
และไม่ได้เริ่มต้นจาก Silicon Valley แต่เริ่มต้นมาจากห้องใต้ดินของคลินิกทำฟันในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ตั้งต้นจากพนักงานเพียง 4 คน
และไม่ได้เริ่มต้นจาก Silicon Valley แต่เริ่มต้นมาจากห้องใต้ดินของคลินิกทำฟันในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
เรื่องราวของ Micron Technology จะน่าสนใจอย่างไรบ้าง ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี 1978 เป็นปีแรกที่ Micron เกิดขึ้นมาโดยชาย 4 คน ซึ่งก็คือสองพี่น้องฝาแฝดคุณ Ward และคุณ Joe Parkinson ร่วมกับคุณ Dennis Wilson และคุณ Doug Pitman
คุณ Ward เป็นวิศวกรที่เรียนจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จาก Stanford และได้เข้าไปทำงานที่บริษัทชิปหน่วยความจำ DRAM รายใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ
หลังจากนั้นคุณ Ward ก็ตัดสินใจลาออกและชักชวนเพื่อนร่วมงานอีกสองคนซึ่งก็คือคุณ Wilson และคุณ Pitman มาร่วมกันก่อตั้ง Micron ขึ้นมา โดยมีคุณ Joe ที่ทำอาชีพทนายความเป็นคนร่างเอกสารเพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่
แต่ด้วยงบที่มีอยู่จำกัดก็ทำให้พวกเขาเลือกทำเลออฟฟิศอยู่ที่ชั้นใต้ดินของคลินิกทำฟันแห่งหนึ่งในเมือง Boise รัฐ Idaho และประเดิมงานแรกด้วยการรับออกแบบชิปหน่วยความจำให้กับบริษัทเก่าของพวกเขาเอง
อย่างไรก็ตาม Micron ต้องเจอกับความท้าทายตั้งแต่ช่วงแรก เพราะในช่วงนั้นบริษัทญี่ปุ่นสามารถผลิตชิปคุณภาพสูงในราคาที่ต่ำกว่า เลยชิงส่วนแบ่งตลาดจากบริษัทอเมริกันได้สำเร็จ ถึงขั้นทำให้ลูกค้ารายแรกและรายเดียวของ Micron ล้มละลาย
แถมบริษัทอื่น ๆ ที่สู้ไม่ไหวก็ทยอยถอนตัวและปิดไลน์ผลิตชิปหน่วยความจำ นั่นหมายความว่าบริษัทผู้ผลิตชิปที่อาจจะกลายมาเป็นลูกค้าของ Micron ก็หายไปด้วยเช่นกัน
แต่สิ่งที่ Micron มีอยู่ในมือคือนวัตกรรมการผลิตชิป DRAM 64K ให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตได้มหาศาล
และก็เหมือนกับโชคเข้าข้างเมื่ออีก 2 ปีถัดมา Micron ได้รับเงินทุนก้อนโตจากคุณ John Richard Simplot เศรษฐีวัย 71 ปี ที่ร่ำรวยจากธุรกิจแปรรูปหัวหอมและมันฝรั่งจัดส่งให้กองทัพ และยังเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมมันฝรั่งแช่แข็ง จนกลายเป็นซัปพลายเออร์รายใหญ่ให้กับ McDonald’s
แม้คุณ Simplot จะคลุกคลีอยู่กับธุรกิจการเกษตรและไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมาก่อน แต่เขากลับมองเห็นโอกาสการเติบโตของชิปหน่วยความจำที่มีแนวโน้มจะมีความต้องการสูงขึ้นในโลกดิจิทัล
ดังนั้นแล้วเขาจึงตัดสินใจให้เงินลงทุนกับ Micron มากถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับหุ้น 40%
และถ้าคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันปรับตามอัตราเงินเฟ้อ เงินก้อนนี้จะมีมูลค่าถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 133 ล้านบาท เลยทีเดียว
เงินก้อนนี้เข้ามาช่วยต่อชีวิตให้ Micron จนสามารถสร้างโรงงานผลิตชิปของตัวเองขึ้นมา และส่งชิป DRAM ขนาด 64K รุ่นแรกออกสู่ตลาด
โดยขายให้กับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่กำลังเริ่มหันมาผลิตสินค้าจำนวนมาก จากความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น
รวมถึงสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq และเปิดตัวชิป DRAM 256K ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกได้ภายในไม่กี่ปีหลังจากนั้น
ดูเผิน ๆ เหมือนบริษัทกำลังจะไปได้ดีจนทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ในความเป็นจริงแล้วในตอนนั้น Micron ก็ยังไม่สามารถเอาชนะผู้ผลิตจากฝั่งญี่ปุ่นได้ทั้งในด้านกำลังการผลิตและต้นทุน และทำผลประกอบการขาดทุนเกือบ 1 พันล้านบาท ในช่วงปี 1985
และไม่ใช่แค่ Micron เจ้าเดียวที่ตกที่นั่งลำบาก เพราะคู่แข่งอย่าง Intel และ AMD ต่างเริ่มพากันถอนตัวจากธุรกิจชิปหน่วยความจำเพราะสู้การแข่งขันไม่ไหว
สิ่งที่ Micron ทำคือการรักษาที่นั่งของตัวเองไว้ทุกวิถีทาง ทั้งเดินหน้าลดต้นทุนอย่างเข้มข้น พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาตรวจสอบการแข่งขันจากญี่ปุ่น
จนเกิดเป็นข้อตกลงการค้าชิปสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น หรือ 1986 U.S.-Japan Semiconductor Agreement เพื่อแก้ปัญหาการขายชิปในราคาต่ำผิดปกติ
ข้อตกลงนี้ช่วยลดแรงกดดันด้านราคาจากผู้ผลิตญี่ปุ่น และเปิดพื้นที่ให้ Micron พอมีจังหวะหายใจมากขึ้น ในช่วงที่อุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำกำลังแข่งขันกันดุเดือด
หลังจากนั้น อุตสาหกรรม DRAM ก็เปลี่ยนผ่านอีกครั้ง เมื่อผู้เล่นจากเกาหลีใต้อย่าง Samsung และ SK Hynix ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่รายใหม่
ปัจจุบัน ตลาด DRAM โลกถูกครองโดยผู้เล่นหลักไม่กี่ราย ได้แก่ Samsung ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 มีส่วนแบ่งราว 38% ตามมาด้วย SK Hynix ราว 29%
และ Micron ราว 22% หรือประมาณ 1 ใน 5 ของตลาด..
References :
Fortune, PC Gamer, Counterpoint Research