โมเดลธุรกิจ HYROX อิเวนต์พันล้าน ที่แจ้งเกิดจากช่องว่างในตลาดฟิตเนส
Business

โมเดลธุรกิจ HYROX อิเวนต์พันล้าน ที่แจ้งเกิดจากช่องว่างในตลาดฟิตเนส

20 ก.ค. 2026
โมเดลธุรกิจ HYROX อิเวนต์พันล้าน ที่แจ้งเกิดจากช่องว่างในตลาดฟิตเนส /โดย ลงทุนเกิร์ล
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เชื่อว่าสายฟิตเนสหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับชื่อของ HYROX อิเวนต์พิชิตความแกร่งของร่างกายที่กำลังมาแรงทั่วโลก
สำหรับประเทศไทยมีการจัดแข่งขัน HYROX เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2025 ก่อนจะกลับมาจัดอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งมีเซเลบริตีและคนทั่วไปเข้าลงแข่งขันกันอย่างคึกคัก 
ทำให้อิเวนต์นี้ถูกจัดอย่างต่อเนื่อง ส่วนการแข่งขันครั้งถัดไปมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 
ที่น่าสนใจคือในปีที่ผ่านมามีการคาดการณ์ว่า HYROX อาจทำรายได้ไปมากถึง 4,300 ล้านบาท และในปี 2026 นี้ตัวเลขรายได้ยังมีแนวโน้มจะพุ่งไปถึง 7,300 ล้านบาท เลยทีเดียว
ว่าแต่ HYROX กลายมาเป็นกิจกรรมยอดฮิตของสายฟิตเนสได้อย่างไร ? 
แล้วอะไรที่ทำให้ธุรกิจนี้กลายเป็นอิเวนต์ทำเงินมหาศาล ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นของ HYROX เกิดขึ้นที่เมือง Hamburg ประเทศเยอรมนี นำโดยคุณ Christian Toetzke ผู้มีประสบการณ์ในการจัดอิเวนต์กีฬาที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วเป็นทุนเดิม 
ร่วมกับคุณ Moritz Fürste อดีตนักกีฬาฮอกกี้สนาม เจ้าของเหรียญโอลิมปิกและแชมป์โลก และคุณ Michael Trautmann ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด
โดยไอเดียตั้งต้นของ HYROX มาจากมุมมองของผู้ร่วมก่อตั้งที่เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่ออกกำลังกายด้วยการวิ่งและเวตเทรนนิงไปพร้อม ๆ กัน แต่กลับยังไม่มีการแข่งขันไหนที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนเหล่านี้
ดังนั้นแล้วเหล่าผู้ก่อตั้งจึงพยายามดิไซน์รูปแบบการแข่งขันที่เหมาะสำหรับคนทั่วไปที่อยากทดสอบตัวเอง 
โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่งรวมทั้งหมด 8 กิโลเมตร ซึ่งทุก ๆ 1 กิโลเมตร ต้องสลับกับฐานออกกำลังกายที่แตกต่างกันทั้งหมด 8 ฐาน ยกตัวอย่างเช่น 
- SkiErg ที่จะเน้นบริหารกล้ามเนื้อแขน ไหล่ และแกนกลางของร่างกายเป็นหลัก
- Burpee Broad Jump ท่าออกกำลังกายแบบ Full-Body ที่ผสมระหว่าง Burpee และกระโดดไกล
- Farmers Carry ทดสอบความแข็งแรงด้วยการเดินถือ Kettlebell ในระยะ 200 เมตร
รูปแบบการแข่งขันหลักของ HYROX แบ่งออกเป็น 4 ประเภท โดยความแตกต่างขึ้นอยู่กับน้ำหนักของอุปกรณ์ในการแข่งขันและการแบ่งหน้าที่ของแต่ละคนดังนี้  
เริ่มตั้งแต่ Open การแข่งขันเดี่ยวที่ใช้น้ำหนักระดับมาตรฐาน เหมาะกับผู้แข่งทั่วไปหรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นลงสนาม
ถัดมาคือ Pro การแข่งขันเดี่ยวที่ใช้น้ำหนักที่มากกว่าระดับมาตรฐานทั่วไป เหมาะสำหรับคนที่มีประสบการณ์และต้องการทดสอบตัวเองในระดับที่เข้มข้นขึ้น 
ต่อมาคือ Doubles การแข่งแบบจับคู่ชาย, คู่หญิง หรือคู่ผสม ใช้น้ำหนักระดับมาตรฐาน โดยที่ทั้งคู่ต้องวิ่งเท่ากันทั้งหมด 8 กิโลเมตร แต่สามารถแบ่งหน้าที่ทำฐานออกกำลังกายแบบสลับกันได้
และสุดท้าย Relay Teams การแข่งแบบทีม 4 คน ใช้น้ำหนักระดับมาตรฐาน เป็นการแบ่งเฉลี่ยกันทำ โดยวิ่งคนละ 2 กิโลเมตร และแบ่งฐานออกกำลังกายคนละ 2 ฐาน 
ตรงนี้จะเห็นว่าประเภทการแข่งขันของ HYROX ถูกดิไซน์มาให้มีความยืดหยุ่น พร้อมครอบคลุมทั้งกลุ่มคนที่ออกกำลังกายแบบทั่วไป จนถึงสายฟิตเนสระดับโปร  
สำหรับใครที่ไม่อยากลงแข่งคนเดียวก็สามารถชวนเพื่อนหรือแฟนมาสมัครด้วยกันได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยแบ่งเบาหน้าที่แต่ละฐานแล้ว ยังลดความกดดันและเปลี่ยนบรรยากาศการแข่งขันให้สนุกขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
ขณะเดียวกันในแต่ละฐานออกกำลังกายของ HYROX ยังถูกออกแบบมาจากท่าออกกำลังกายพื้นฐานที่สายฟิตเนสคุ้นเคย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคเฉพาะทางซับซ้อนเหมือนกีฬาบางประเภท
แม้การแข่งขันจะหนักและต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง แต่ผู้สมัครทั่วไปก็ยังสามารถเรียนรู้และเตรียมตัวได้ และอีกหนึ่งจุดแข็งของ HYROX คือรูปแบบการแข่งขันที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก 
ทำให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคน สามารถเปรียบเทียบสถิติเวลาในการแข่งของตัวเองกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นได้แบบตรง ๆ โดยไม่มีข้ออ้างเรื่องสภาพสนาม
ทั้งนี้ จากการจัดอิเวนต์ครั้งแรกในปี 2017 ที่มีผู้เข้าร่วมแข่งขัน 650 คน มาถึงปีนี้มีการคาดการณ์ว่า HYROX จะมีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นมามากถึง 1.5 ล้านคน จากอิเวนต์ที่จะจัดขึ้นใน 43 ประเทศทั่วโลก
ที่น่าสนใจคือ HYROX ยังสร้างรายได้จำนวนมหาศาล โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินไปกับการโฆษณาเลยแม้แต่น้อย
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ HYROX มีโมเดลทำเงินที่หลากหลาย เริ่มต้นตั้งแต่ค่าสมัครลงแข่งขันที่มีราคาแตกต่างกันตามประเทศ เมือง ประเภทการแข่งขัน และช่วงเวลาที่ซื้อบัตร 
สำหรับ HYROX Bangkok เดือนสิงหาคม 2026 ราคาบัตรเริ่มต้นที่ประมาณ 3,500 บาทต่อคนตามประเภทบัตร ขณะที่บัตรบางประเภทและบัตรที่มีสิทธิ์เพิ่มเติมจะมีราคาสูงขึ้น
นอกจากค่าสมัครของนักกีฬาแล้ว ยังมีรายได้จากบัตรผู้ชม ซึ่งตรงนี้ก็มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 400 บาท การขายอาหารและเครื่องดื่มภายในงาน แพ็กเกจภาพถ่ายการแข่งขัน และกิจกรรมเสริมต่าง ๆ
อีกส่วนที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ HYROX คือการเป็นพาร์ตเนอร์กับยิมทั่วโลก ในรูปแบบ Gym Affiliation Program 
โดยที่ยิมจะต้องจ่ายค่า Licensing Fee เป็นรายปี ปีละ 999 ยูโร หรือประมาณ 38,000 บาท เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการใช้ชื่อและโลโกของ HYROX ในการทำการตลาดได้แบบถูกลิขสิทธิ์
รวมถึงสามารถจัดโปรแกรมซ้อมและโปรแกรมจำลองการแข่งขัน ภายใต้ไกด์ไลน์ของ HYROX โดยตรง 
และยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อย่างเช่น โควตาให้ยิมสามารถส่งโคชเข้าเรียนหลักสูตรเอกซ์คลูซิฟ
หรือส่วนลดค่าสมัครลงแข่งสำหรับสมาชิกยิมพาร์ตเนอร์
ซึ่งปัจจุบัน HYROX สามารถขยายเครือข่ายยิมไปแล้วมากถึง 8,500 แห่งทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย 
ยังไม่รวมถึงรายได้จากสปอนเซอร์ และของที่ระลึกซึ่งทาง HYROX ก็ได้จับมือกับแบรนด์ดังอย่าง PUMA เพื่อออกคอลเลกชันเสื้อผ้าและรองเท้าที่ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับการแข่งขัน HYROX เป็นตัวเลือกให้กับนักแข่ง
นอกจากนี้ทางผู้จัด HYROX ยังต่อยอดธุรกิจให้ไปไกลกว่าแค่การแข่งขันภายในฮอลล์ ด้วยโปรเจกต์ HYROX Experiences ที่คว้าโอกาสจากเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงฟิตเนส
โดยหนึ่งในนั้นคือ HYROX Cruise ทริปเรือสำราญที่มาพร้อมโปรแกรมฝึกซ้อมแบบพรีเมียม และข้อมูลเชิงลึกสำหรับการเตรียมตัวเพื่อลงสนามแข่งขัน
ความสำเร็จของ HYROX ยังไปเตะตา L Catterton บริษัทร่วมทุนของ LVMH ที่กำลังอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อเข้าซื้อหุ้น โดยมีรายงานว่าแบรนด์ HYROX ถูกประเมินมูลค่าไว้สูงราว 23,000-33,000 ล้านบาท 
สุดท้ายแล้วโจทย์ท้าทายที่สุดของ HYROX คือการรักษาความนิยมในระยะยาว เพื่อไม่ให้ธุรกิจนี้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว
ซึ่งสิ่งที่ HYROX กำลังทำอยู่ในตอนนี้ ถูกปูทางให้แบรนด์ก้าวข้ามการเป็นผู้จัดงานอิเวนต์ สู่แบรนด์ฟิตเนสไลฟ์สไตล์ระดับโลก ที่เข้ามาเปลี่ยนรูทีนการออกกำลังกายของแต่ละคนให้มีเป้าหมาย และเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้าแข่งขันกล้าทลายขีดจำกัดของตัวเองในทุกสนาม.. 
References:
- HYROX, Forbes, CNBC, atsource
© 2026 Longtungirl. All rights reserved. Privacy Policy.