
Business
“AI Flyer Epidemic” เมื่อร้านอาหารสร้างภาพเมนูจาก AI มากไป จนกลายเป็น Red Flag ที่ลูกค้าเดินหนี
10 ก.ย. 2026
“AI Flyer Epidemic” เมื่อร้านอาหารสร้างภาพเมนูจาก AI มากไป จนกลายเป็น Red Flag ที่ลูกค้าเดินหนี /โดย ลงทุนเกิร์ล
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ผู้คนส่วนมากหันมาใช้ AI ในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจ ที่นิยมนำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยครีเอตภาพและวิดีโอโปรโมตสินค้า
ล่าสุดธุรกิจร้านอาหารและคาเฟบางแห่งในสหรัฐฯ ก็ใช้ AI สร้างรูปภาพเมนูอาหารเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่กลับทำให้ลูกค้ารู้สึกแปลกประหลาดจนไม่กล้าเข้าร้าน
เนื่องจากภาพอาหารและวัตถุดิบที่ได้จาก AI มักผิดเพี้ยนเกินจริง จนเกิดคำเรียกภาพเหล่านี้ว่า “AI slop menus” หรือภาพขยะจาก AI ที่นอกจากจะไม่ชวนกินแล้ว ยังชวนให้รู้สึกสยองขวัญแทน
เรื่องราวนี้น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี 2023 ช่วงที่เทคโนโลยี AI กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ผู้บริโภคยังไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจหรือจับสังเกตข้อผิดพลาดของภาพ AI ได้มากนัก
แพลตฟอร์มสั่งอาหารและชำระเงินของอังกฤษชื่อ Slerp ได้สำรวจคน 100 คนและพบว่ามากกว่า 60% แยกไม่ออกว่าภาพอาหารที่เห็นเป็นภาพถ่ายจริง หรือเป็นภาพที่ AI เจนขึ้นมา
แต่ปัจจุบันเมื่อภาพที่สร้างจาก AI ถูกเผยแพร่ให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนส่วนมากก็เริ่มไวต่อการจับผิดภาพจาก AI มากขึ้น โดยเฉพาะรูปเมนูอาหารซึ่งกลายเป็นเรื่องเซนซิทิฟสำหรับผู้บริโภค
จนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้บริโภครายหนึ่ง ชื่อคุณ Adaeze Onejeme พนักงานขายโฆษณาวัย 28 ปี ได้ไปท่องเที่ยวที่ตลาดกลางคืนในย่าน Hollywood เมืองลอสแอนเจลิส
แต่เธอกลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าร้านอาหารหลายร้านใช้รูปภาพเมนูอาหารที่ดูมันวาวและสมบูรณ์แบบเกินจริงจนดูเหมือนพลาสติก ไม่เหมือนอาหารจริง ๆ ที่คนเรากินกัน
ก่อนที่เธอจะเริ่มสังเกตโดยการมองเข้าไปใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่ามันเป็นภาพ AI และตัดสินใจเดินหนีร้านเหล่านั้น ไปอุดหนุนร้านที่ใช้รูปถ่ายจริงแทน
คุณ Onejeme ตัดสินใจถ่ายคลิปเมนูร้านอาหารในตลาดเหล่านี้ และแชร์ลง TikTok ส่วนตัว โดยใช้แคปชันว่า AI Flyer Epidemic ที่แปลว่าโรคระบาดจากใบปลิวของ AI
พร้อมตั้งคำถามว่าการใช้รูป AI สีสันฉูดฉาดเกินจริงแบบนี้ถือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงหรือไม่ เพราะผู้บริโภคไม่สามารถรู้หน้าตาอาหารที่แท้จริง จนเรื่องนี้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์
นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ชื่อดังของสหรัฐฯ อย่าง BuzzFeed ก็ได้เขียนบทความที่กล่าวว่าภาพอาหาร AI เป็น Restaurant Red Flag เพราะแทนที่จะดึงดูดสายตา กลับกลายเป็นสิ่งที่ไล่ลูกค้าให้ออกห่างแทน
เช่นเดียวกันกับคุณ Kat Kinsman บรรณาธิการนิตยสารฝ่ายบทความพิเศษของนิตยสาร Food & Wine ที่เผยว่าเธอยอมอ่านลายมือชุ่ย ๆ ของเชฟที่เขียนชื่อเมนู ดีกว่าต้องมารู้สึกพะอืดพะอมกับรูปภาพเมนูอาหารจาก AI
แล้วทำไมภาพเมนูอาหารที่ดูสมบูรณ์แบบเหล่านี้ กลับทำให้คนรู้สึกแปลกประหลาด ?
มีนักจิตวิทยาจากเยอรมนี คุณ Alexander Diel ได้ศึกษาวิจัยปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อภาพอาหาร AI และพบข้อสรุป 2 ข้อหลัก
อย่างแรกคือ มนุษย์มีกลไกการปกป้องตัวเองตามวิวัฒนาการ หากอาหารมีรูปร่างหรือพื้นผิวที่ผิดแปลกไปแม้แต่น้อย สัญชาตญาณจะเตือนตัวเราทันทีว่าสิ่งนี้เน่าเสียหรือเป็นพิษ
อีกเหตุผลคือ เมื่อสมองเราไม่สามารถระบุได้ว่าสิ่งที่เห็นในรูป AI คืออะไรกันแน่ ก็จะมีภาวะคล้ายกับ Food Neophobia หรือการกลัวอาหารแปลกใหม่ จึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
แต่เหตุผลที่หลาย ๆ ร้านในสหรัฐฯ ยังใช้ AI สร้างภาพเมนูอาหาร เพราะพวกเขามักเป็นร้านอาหารขนาดเล็กหรือร้านแบบธุรกิจครอบครัวที่มีงบประมาณจำกัด
ตามข้อมูลจาก National Restaurant Association พบว่าในปี 2025 เจ้าของธุรกิจร้านอาหารราว 42% ไม่สามารถทำกำไรได้ เนื่องจากปัญหาต้นทุนที่พุ่งสูง
เมื่อต้นทุนพุ่ง แต่รายได้ไม่โตตาม ร้านค้าจึงจำเป็นต้องประหยัดงบในส่วนที่ไม่ใช่งานหลัก ทำให้งบถ่ายภาพและทำสื่อโปรโมตเหล่านี้มักจะถูกตัดเป็นอันดับแรก ๆ
อีกทั้งยังพบว่าเจ้าของร้านอาหารราว 26% นำ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยด้านการตลาด เพื่อประหยัดค่าจ้างช่างภาพ ช่างจัดวางอาหาร หรือ Food Stylist และกราฟิกดิไซเนอร์
อย่างไรก็ตาม แม้การใช้ AI สร้างรูปเมนูโปรโมตร้านอาจช่วยเซฟต้นทุนได้จริง แต่ในมุมของผู้บริโภค เรื่องแบบนี้อาจเข้าข่ายการโฆษณาเกินจริง
โดยคุณ Nancy Hopkins ประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้าน Culinary เผยความเห็นว่าการใช้ AI สร้างภาพอาหารอาจทำให้ลูกค้าผิดหวังเมื่ออาหารที่ได้รับจริงไม่ตรงปก ซึ่งก็ส่งผลย้อนกลับมาทำร้ายธุรกิจ
พร้อมให้คำแนะนำกับธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กว่าให้ AI ช่วยงานหลังบ้านอื่น ๆ แทน เช่น ช่วยจัดตารางกะของพนักงาน ช่วยทำบัญชี หรือช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์ยอดขาย
ขณะที่เรื่องอาหารควรเน้นความจริงใจโดยใช้ทางเลือกอื่นทดแทน เช่น ใช้ภาพวาดลายเส้นน่ารัก ๆ หรือจะใช้มือถือถ่ายอาหารจริงของร้าน แม้ภาพจะมืด ๆ ไม่ได้สวยเพอร์เฟกต์ แต่ดูจริงใจ
ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริงที่ว่าตอนนี้ในกระแสโซเชียลของสหรัฐฯ มีหลายร้านธุรกิจท้องถิ่นออกมาเขียนข้อความด้วยมือว่าพวกเขาไม่ใช้ AI เจนรูปภาพใด ๆ ในร้าน และได้รับกระแสชื่นชมอย่างล้นหลาม
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มสังเกตร้านอาหารรอบตัว และพบว่าปรากฏการณ์ AI Flyer Epidemic ไม่ได้มีเพียงร้านอาหารในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงร้านอาหารในประเทศอื่น ๆ
อย่างตอนนี้ร้านค้าท้องถิ่นบางร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านตามสั่งแถวบ้าน หรือร้านตัดผมในซอยที่อยู่มาได้หลายปีด้วยความจริงใจ อาจกำลังใช้ AI เจนรูปภาพที่ไร้จิตวิญญาณ จนทำให้เสน่ห์เหล่านี้หายไป
และไม่แน่ใจว่าในยุคที่รูปและข้อความ AI เกลื่อนเมือง ความจริงใจและความเป็นมนุษย์ธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้เป๊ะไปเสียหมด อาจกลายเป็นจุดขายใหม่ให้ร้านของใครสักคนก็ได้..
References :
- CNN, NBCNews, Thecooldown