
Business
ย้อนรอยคดี Birkin ปลอม โดยอดีตช่าง Hermès จริง ที่รวมกันสร้างโรงงานลับ ขายตลาดมืดใบละล้าน
8 ต.ค. 2026
ย้อนรอยคดี Birkin ปลอม โดยอดีตช่าง Hermès จริง ที่รวมกันสร้างโรงงานลับ ขายตลาดมืดใบละล้าน /โดย ลงทุนเกิร์ล
หนึ่งในฝันร้ายที่สุดของผู้ประกอบการ คือการที่องค์ความรู้หรือ Know-How ถูกคนในนำความลับทางธุรกิจไปทำสินค้าลอกเลียนแบบ
หนึ่งในฝันร้ายที่สุดของผู้ประกอบการ คือการที่องค์ความรู้หรือ Know-How ถูกคนในนำความลับทางธุรกิจไปทำสินค้าลอกเลียนแบบ
และเรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นจริง กับแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Hermès เมื่ออดีตช่างฝีมือผู้ผลิตกระเป๋า Birkin รวมตัวกันสร้างโรงงานลับ ผลิต Birkin ที่เหมือนของจริงแทบทุกอย่าง แล้วขายใบละหลักล้านบาท
เรื่องราวการหักหลังระหว่างช่างฝีมือกับแบรนด์หรูระดับโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
กระเป๋า Birkin ของ Hermès ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในกระเป๋าที่หามาครอบครองยากที่สุดในโลก เพราะไม่ใช่แค่มีเงินอย่างเดียวแล้วจะสามารถเดินเข้าช็อปไปซื้อได้
ลูกค้ามักจะต้องสะสมยอดซื้อสินค้าอื่น ๆ ของแบรนด์ หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานขาย จึงจะมีโอกาสได้ Offer กระเป๋า Birkin สักใบ เพราะสินค้ามีจำนวนจำกัด
ด้วยความแรร์ไอเทมและคิวที่ยาวเหยียดนี้เอง ทำให้เกิดตลาดมืด ผู้คนไม่น้อยยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อให้ได้กระเป๋าทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลารอคอย และก็กลายเป็นช่องว่างให้เกิดการทำเงินผิดกฎหมาย
ในช่วงปี 2013-2014 มีชาย 3 คนร่วมกันก่อตั้งขบวนการผลิตกระเป๋าปลอม ซึ่ง 2 คนในนั้นเป็นอดีตพนักงาน Hermès ส่วนอีกคนมีหน้าที่จัดหาหนังจระเข้จากแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี
แผนของพวกเขาคือการผลิต Birkin ให้เหมือนของแท้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วขายให้คนที่อยากได้แต่ไม่มีสิทธิ์ซื้อ พร้อมกับดึงเพื่อนร่วมงานใน Hermès เข้ามาอีก 5 คน
แต่ละคนมีหน้าที่แตกต่างกันไป คนหนึ่งคอยจัดหาชิ้นส่วนโลหะสำหรับตกแต่งกระเป๋า อีก 4 คนเป็นช่างหนังผู้เชี่ยวชาญในการประกอบกระเป๋า และสามารถเย็บมือแบบ Saddle Stitch ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Hermès ได้
ส่วนการขาย พวกเขาดึงแม่ค้าชาวกัมพูชาที่อาศัยในฝรั่งเศสมาช่วยกระจายสินค้า โดยเป้าหมายคือนักท่องเที่ยวเอเชียที่มาเที่ยวปารีส และเศรษฐีในฮ่องกง
มีรายงานว่ากระเป๋าปลอมจากอดีตช่างจริงเหล่านี้ ถูกตั้งราคาขายเริ่มต้นที่ 9 แสนบาท จนถึง 1.2 ล้านบาท ซึ่งถูกกว่าราคาของจริงในตลาดรีเซลเล็กน้อยเพื่อดึงดูดใจ แต่ก็ยังแพงกว่าของก๊อบปี้ทั่วไปหลายเท่าตัว
แล้วกระเป๋าปลอมจากช่างที่เคยทำกระเป๋าจริง ต่างกับของก๊อบปี้อย่างไร ?
ต้องบอกว่านี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุด เพราะขณะที่กระเป๋าปลอม มักจะมีจุดที่ทำให้คนในวงการจับได้ว่ามันเป็นของปลอม แต่กระเป๋าของพวกเขามาจากวัสดุแท้ และช่างตัวจริงเป็นคนลงมือผลิตเอง
พวกเขาสั่งหนังจระเข้มาจากซัปพลายเออร์อิตาลี รวมถึงลักลอบนำซิป อะไหล่ เศษหนังแท้ และชิ้นส่วนที่ไม่ผ่าน QC ออกมาจากโรงงาน Hermès ผ่านเพื่อนร่วมงานที่ยังทำงานข้างใน
จากนั้นนำวัสดุทั้งหมดมาเย็บประกอบกัน โดยช่างที่เคยทำ Birkin จริง ๆ อีกทั้งยังทำในบ้านพักส่วนตัว ทำให้แทบไม่เหลือหลักฐาน ไม่มีโรงงานให้ใครมาตรวจ ไม่มีสายการผลิตให้ใครสงสัย
แล้วความแตกได้อย่างไร ?
ในปี 2014 ตำรวจฝรั่งเศสกำลังสืบคดีขโมยกระเป๋าแบรนด์หรูที่ส่งไปขายให้ลูกค้าในเอเชีย จึงไปติดเครื่องดักฟังโทรศัพท์ในบ้านของผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง
แต่ระหว่างที่นั่งฟังเทปอยู่นั้น ตำรวจบังเอิญได้ยินบทสนทนาที่พูดถึงฐานผลิตลับที่อดีตช่าง Hermès มาผลิตกระเป๋าปลอมขาย
จากเบาะแสนี้ ตำรวจก็สืบไปได้ถึงขบวนการทั้งหมด จนรู้ว่าภายในเวลาเพียง 1-2 ปี ขบวนการนี้สามารถกวาดกำไรไปได้กว่า 75 ล้านบาท
สุดท้าย ผู้ต้องหาทั้งหมด 10 คน ถูกส่งตัวขึ้นศาลในข้อหาร่วมกันผลิตและขายกระเป๋าแบรนด์เนมปลอม โดยอาศัยฝีมือและวัตถุดิบจริงจากภายในบริษัท
และข่าวนี้ก็ทำให้คนในวงการแบรนด์หรูช็อก เมื่อผู้ต้องหาถึง 7 ใน 10 คนนั้น เป็นอดีตพนักงาน Hermès เสียเอง
ส่วนด้านแม่ค้าชาวกัมพูชาก็ชี้แจงว่า ลูกค้าทุกคนรู้ดีว่านี่คือกระเป๋าปลอม แต่ก็ยังเต็มใจซื้อ เพราะไม่สามารถเข้าคิวซื้อ Birkin ของจริงได้
สุดท้าย ทางศาลกรุงปารีสมีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 10 คนถูกตัดสินว่ามีความผิด โดยได้รับโทษแตกต่างกัน
สำหรับแกนนำที่ศาลพิจารณาว่าเขาเป็นหัวหน้าองค์กร ได้รับโทษจำคุก 3 ปี โดยเป็นโทษจำคุกจริง 2 ปี และถูกปรับ 7.5 ล้านบาท
ขณะที่แกนนำอีกรายได้รับโทษจำคุก 3 ปี โดยจำคุกจริง 1 ปี ซึ่งให้รับโทษภายใต้การกักบริเวณที่บ้าน และถูกปรับ 3.7 ล้านบาท
หญิงที่ทำหน้าที่ขายกระเป๋า ถูกตัดสินจำคุก 30 เดือน โดยเป็นโทษจริง 10 เดือนภายใต้การกักบริเวณที่บ้าน พร้อมค่าปรับ 3.7 ล้านบาท
ในส่วนของแบรนด์ Hermès ที่ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางทรัพย์สินและชื่อเสียงรวม 75 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับกำไรทั้งหมดที่ขบวนการนี้หามาได้ ก็ได้รับค่าชดเชยประมาณ 21.9 ล้านบาท
ถือเป็นการปิดฉากขบวนการทำ Birkin ปลอมโดยช่างที่เคยทำ Birkin จริง
แต่คดีนี้ก็ยังทิ้งบาดแผลใหญ่ไว้ให้ Hermès และกลายเป็นกรณีศึกษาให้แบรนด์หรูทั่วโลกกลับมาทบทวนระบบรักษาความปลอดภัยภายในองค์กรอย่างเข้มงวดมากขึ้น
เพราะบางทีศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ก็คือจิตใจและกิเลสของคน ที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้..
References :
The Guardian, Forbes, South China Morning Post, Gulf News, Laconceria