
Business
กรณีศึกษา ดิสนีย์เกือบเลิกทำแอนิเมชัน ถ้าไม่มีเครื่อง Xerox
9 ต.ค. 2026
กรณีศึกษา ดิสนีย์เกือบเลิกทำแอนิเมชัน ถ้าไม่มีเครื่อง Xerox /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ว่า สโนว์ไวท์ เป็นแอนิเมชันที่ทำเงินมหาศาล จนดิสนีย์มีเงินไปสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ แถมยังต้องสร้างเสาอาคารเป็นรูปคนแคระทั้ง 7 ที่กำลังแบกอาคาร เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงความสำเร็จที่มาจากแอนิเมชันเรื่องนี้
รู้หรือไม่ว่า สโนว์ไวท์ เป็นแอนิเมชันที่ทำเงินมหาศาล จนดิสนีย์มีเงินไปสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ แถมยังต้องสร้างเสาอาคารเป็นรูปคนแคระทั้ง 7 ที่กำลังแบกอาคาร เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงความสำเร็จที่มาจากแอนิเมชันเรื่องนี้
แต่พอมาถึงยุคของ “เจ้าหญิงนิทรา” แอนิเมชันเรื่องนี้กลับขาดทุน จนเกือบทำให้สตูดิโอแอนิเมชันดิสนีย์ไม่ได้ไปต่อ
แล้วดิสนีย์แก้ปัญหานี้ ด้วยเครื่อง Xerox ได้อย่างไร ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ถ้าพูดถึงการทำแอนิเมชันเมื่อ 89 ปีที่แล้ว
ทีมงานดิสนีย์ต้องวาดภาพด้วยมือลงบนแผ่นเซลลูลอยด์โปร่งใสทีละแผ่น แล้วนำไปลงสี ก่อนจะวางซ้อนลงบนภาพแบ็กกราวนด์ จากนั้นก็ใช้กล้องบันทึกภาพแต่ละช็อต แล้วจึงนำมาเรียงลำดับภาพ ฉายต่อเนื่องกัน ให้แต่ละตัวละครดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหว รวมถึงจัดวางองค์ประกอบฉากในแต่ละซีนให้ดูมีมิติใกล้-ไกล เพื่อความสมจริงยิ่งขึ้น
ด้วยความยากของการผลิตนั่นเอง ทำให้ในปีที่ดิสนีย์ปล่อยภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดยาวเรื่องแรก นาน 83 นาที อย่างเรื่อง “สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด” จึงถือเป็นการปฏิวัติวงการแอนิเมชันเลยก็ว่าได้
โดยแอนิเมชันเรื่องนี้ใช้เวลาในการผลิตถึง 3 ปี และใช้ศิลปินกว่า 750 คน สร้างภาพสเกตช์มากกว่า 2 ล้านภาพ รวมถึงใช้ทุนสร้าง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาทในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด ก็ไม่ทำให้ดิสนีย์ผิดหวัง เพราะภายใน 2 ปี ภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็กวาดรายได้ไปถึง 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นรายได้สูงสุดที่ภาพยนตร์แอนิเมชันเคยทำได้ในตอนนั้น
ถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ ในการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น พินอคคิโอ, ซินเดอเรลล่า และปีเตอร์แพน
จนกระทั่ง 22 ปีต่อมา.. ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง “เจ้าหญิงนิทรา” ในปี 1959 ทำให้ดิสนีย์เริ่มเกิดปัญหา
โดยดิสนีย์ ใช้ระยะเวลาในการผลิตแอนิเมชันเรื่อง เจ้าหญิงนิทรา นานกว่า 6 ปี แถมใช้ทุนสร้างสูงถึง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,000 ล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งเป็นภาพยนตร์ดิสนีย์ที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดในยุคนั้น
แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับทำรายได้เพียง 5.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังนำไปสู่ผลขาดทุนประจำปี เป็นครั้งแรกของดิสนีย์ ในปี 1960 อีกด้วย
ซึ่งการขาดทุนครั้งนี้ ทำให้แผนกแอนิเมชันของดิสนีย์ต้องปลดพนักงานครั้งใหญ่ จาก 551 คน เหลือเพียง 75 คน
แม้กระทั่งน้องชายของคุณวอลท์ ดิสนีย์ ยังพยายามโน้มน้าวให้บริษัทปิดสตูดิโอแอนิเมชันไปด้วยซ้ำ
ต้องบอกว่า จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ เกิดจากการที่วงการภาพยนตร์ ได้คิดค้นระบบภาพยนตร์ 70 มม. ทำให้เฟรมภาพมีขนาดใหญ่และกว้างขึ้น
ซึ่งขนาดหน้าจอที่กว้างขึ้นนี้เอง ทำให้ดิสนีย์ต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตนานกว่าเดิม จากก่อนหน้านี้ ใช้ระยะเวลาการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ปี กลายเป็น 6 ปี ส่งผลกระทบถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
อย่างไรก็ดี ดิสนีย์ก็ยังไม่ยอมแพ้ต่อวงการแอนิเมชัน
และมีอัศวินขี่ม้าขาวอย่าง “เทคโนโลยี Xerox” เข้ามาช่วยได้อย่างทันท่วงที
และมีอัศวินขี่ม้าขาวอย่าง “เทคโนโลยี Xerox” เข้ามาช่วยได้อย่างทันท่วงที
โดยดิสนีย์นำเทคโนโลยี Xerox หรือกระบวนการถ่ายเอกสารมาใช้ในการผลิต ทำให้สามารถสแกนภาพวาดลงบนแผ่นเซลลูลอยด์ได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องคัดลอกด้วยมือทีละแผ่นอีกต่อไป
ช่วยให้ปริมาณงานของนักวาดภาพลดลง อีกทั้งยังช่วยย่นระยะเวลา และลดต้นทุนการผลิตลงอย่างมาก
สำหรับภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องแรกที่ดิสนีย์ใช้เทคโนโลยี Xerox ในการผลิตเป็นหลัก ก็คือเรื่อง “101 Dalmatians”
ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในปี 1961 และยังเป็นภาพยนตร์ที่ดิสนีย์ทำกำไรในอัตราที่สูงกว่าเรื่องก่อน ๆ เนื่องจากต้นทุนในการผลิตที่ลดลงไปได้สูงมาก
ที่สำคัญ ดิสนีย์ยังใช้เวลาในการผลิตเพียง 2 ปี ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก เมื่อเทียบกับรายละเอียดอย่างลูกสุนัขดัลเมเชียนถึง 99 ตัว รวมถึงใช้ทุนสร้างเพียง 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงไปถึง 40% เลยทีเดียว
จากนั้น ดิสนีย์ก็ใช้เทคโนโลยี Xerox มาช่วยในการผลิตแอนิเมชันต่ออีกถึง 30 ปี
สร้างภาพยนตร์เรื่องโปรดของหลาย ๆ คน อีกมากมาย เช่น “เมาคลีลูกหมาป่า” และ “แมวเหมียวพเนจร”
ไปจนถึง “เงือกน้อยผจญภัย” ในปี 1989 เป็นเรื่องสุดท้าย ก่อนที่ดิสนีย์จะเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี “Computer Animation Production System” ที่ทันสมัยขึ้นนั่นเอง..
ทั้งหมดนี้ ก็คือ กรณีศึกษาจากดิสนีย์ บริษัทที่เคยประสบปัญหาขาดทุน จนเกือบต้องล้มเลิกในการทำแอนิเมชัน
และต้องบอกว่า ถ้าในวันนั้น ภาพยนตร์เรื่องเจ้าหญิงนิทราไม่ขาดทุนย่อยยับ พนักงานของดิสนีย์ก็อาจจะยังต้องนั่งวาดภาพทีละแผ่น หรือหลายล้านแผ่น กันไปอีกนานเลยทีเดียว..
References :
Disneyanimation, Nrm, Eonline, Slashfilm, Smithsonianmag