รู้จัก คุณเบล อริยา เจ้าของร้านสติกเกอร์ และสารพัดของกุ๊กกิ๊ก stickwithme4ev
Business

รู้จัก คุณเบล อริยา เจ้าของร้านสติกเกอร์ และสารพัดของกุ๊กกิ๊ก stickwithme4ev

21 ก.ค. 2021
รู้จัก คุณเบล อริยา เจ้าของร้านสติกเกอร์ และสารพัดของกุ๊กกิ๊ก stickwithme4ev /โดย ลงทุนเกิร์ล
ตอนที่กำลังเรียนมัธยมปลาย ทุกคนกำลังทำอะไรอยู่กันคะ ?
สำหรับคุณเบล อริยา สภานุรัตนา เธอได้เกิดไอเดียสร้างธุรกิจขาย “สติกเกอร์” ขึ้นในวัย 18 ปี และในวันนี้ธุรกิจนั้นก็ได้เติบโตจนกลายเป็นร้าน stickwithme4ev ที่สร้างรายได้ “หลักแสนต่อเดือน” ให้กับเธอ
นอกจากนี้ คุณเบลก็ยังเคยร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Wacoal, Meiji และ Meilinda อีกด้วย
แล้วเรื่องราวของ คุณเบล และ stickwithme4ev น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
คุณเบล ปัจจุบันอายุ 25 ปี เธอเป็นเจ้าของร้าน stickwithme4ev ที่จะมีสินค้าทั้งสติกเกอร์, เคสมือถือ, เคส Airpods, ถุงผ้า, Griptok ติดโทรศัพท์ และสารพัดของกุ๊กกิ๊กต่าง ๆ
แต่จุดเด่นของร้าน stickwithme4ev ก็คือ สินค้าทุกชิ้น คุณเบลจะเป็นผู้วาดและออกแบบเองทั้งหมด
โดยคุณเบลได้เปิดร้าน stickwithme4ev ขึ้นเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ในขณะที่เธอกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยม 6
ซึ่งตอนนั้น คุณเบลอยากตกแต่งกล่องดินสอของตัวเองให้ดูแตกต่างจากของเพื่อน ๆ คุณเบลจึงเริ่มที่จะเอาสติกเกอร์มาแปะเล่นบนกล่องดินสอ แต่สติกเกอร์ที่มีในสมัยนั้น ยังไม่ค่อยถูกใจคุณเบลเท่าไร
คุณเบลจึงเกิดไอเดียที่อยากจะทำสติกเกอร์ขึ้นเอง และเธอได้ขอให้คุณแม่ซื้อกระดาษสติกเกอร์มาให้ เพื่อที่เธอจะได้พิมพ์สติกเกอร์เองที่บ้าน
แต่ทว่ากระดาษสติกเกอร์ที่คุณแม่เธอซื้อมาให้นั้นมีจำนวนที่เยอะมาก เธอเลยได้ไอเดียที่จะทำสติกเกอร์ขายผ่านทางอินสตาแกรม และร้านขายสติกเกอร์ที่ชื่อ stickwithme4ev ก็ได้เกิดขึ้น..
ซึ่งในสมัยนั้น ก็ยังไม่ได้มีร้านค้าออนไลน์มากมายเหมือนอย่างปัจจุบัน ทำให้ stickwithme4ev ยังไม่ค่อยมีคู่แข่งมากนัก จึงได้รับความนิยมจากลูกค้าในเวลาไม่นาน
โดยคุณเบลได้เปิดเผยว่า ช่วงที่เธอทำร้านสติกเกอร์ขายเล่น ๆ ในวัยเรียนนั้น รายได้จะอยู่ที่หลักหมื่นต่อเดือน
แต่หลังจากที่คุณเบลจบการศึกษา เธอก็ได้ให้เวลากับการปลุกปั้นร้าน stickwithme4ev อย่างจริงจังขึ้น จนทำให้ร้าน stickwithme4ev มีรายได้ “หลักแสนบาท” ต่อเดือนเลยทีเดียว
ซึ่งเหตุผลที่ทำให้รายได้ของ stickwithme4ev เติบโตขึ้นเป็นเพราะคุณเบลได้เพิ่มประเภทสินค้าให้หลากหลายขึ้น
จากเดิมที่ stickwithme4ev จะมีสินค้าแค่สติกเกอร์ เคสมือถือ และกระเป๋าผ้า
แต่ต่อมาคุณเบลก็ได้เพิ่มเสื้อยืด, โปสต์การ์ด, เทป, กระดาษโน้ต, พวงกุญแจ, Griptok, เคส Airpods และอื่น ๆ
ซึ่งผลปรากฏว่า การเพิ่มสินค้าใหม่ ๆ ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดี และยังกลายเป็นสินค้าขายดีอันดับต้น ๆ ประจำร้าน stickwithme4ev ซึ่งก็คือ
อันดับ 1 สติกเกอร์
อันดับ 2 Griptok
อันดับ 3 พวงกุญแจ
ดังนั้น การตัดสินใจที่จะเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ ๆ จึงช่วยให้สินค้าของ stickwithme4ev เข้ากับความนิยมของลูกค้าในแต่ละช่วงได้มากขึ้น เพราะบางครั้งสินค้าที่ในอดีตเคยขายดี แต่ในวันนี้ลูกค้าไม่ได้นิยมสินค้าประเภทนั้นแล้ว การมีสินค้าใหม่เพิ่มเข้ามาก็จะช่วยให้สินค้าตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้นนั่นเอง
ในขณะเดียวกัน คุณเบลยังบอกว่าสาเหตุที่ทำให้ร้านของเธอมีลูกค้าเข้ามาไม่ขาดสาย ก็เป็นเพราะความสม่ำเสมอในการลงคอนเทนต์
เพราะไม่ว่าเธอจะยุ่งมากแค่ไหน แต่ก็ต้องคอยมาอัปเดตเพจอยู่เป็นประจำ เพื่อไม่ให้ลูกค้าลืม stickwithme4ev
โดยคุณเบลได้บอกว่าเธอจะวางแผน สำหรับลงสินค้าใหม่ในทุก ๆ 2 เดือน ซึ่งเป็นความห่างของการออกสินค้าใหม่กับสินค้าเก่า ที่กำลังพอดี เพราะก่อนหน้านี้ คุณเบลเคยทดลองออกสินค้าใหม่ทุกอาทิตย์ แต่ทว่าการลงสินค้าใหม่บ่อยเกินไปทำให้ลูกค้าตามสินค้าใหม่ไม่ทัน และสินค้าบางรุ่นอาจจะขายได้ไม่ดี
ดังนั้น การเว้นระยะห่างในการลงสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อยอดขายด้วย
ที่น่าสนใจ คือ คุณเบลยังบอกว่า ยอดขายเฉลี่ยในช่วงสถานการณ์ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ชิ้นต่อเดือน โดยยอดขายเกือบทั้งหมดของ stickwithme4ev แทบไม่ต้องพึ่งพาการยิงแอด หรือจ้างโฆษณาใด ๆ
ซึ่ง stickwithme4ev จะใช้วิธีการสื่อสารกับลูกค้าให้เหมาะกับแต่ละช่องทาง
โดยในช่องทางอินสตาแกรม ซึ่งเหมาะกับการเลื่อนดูรูปภาพ คุณเบลจะใช้เพื่อลงโปรโมตสินค้าเป็นหลัก
ส่วนช่องทางทวิตเตอร์ ที่ไม่ค่อยเหมาะกับการดูรูปภาพ คุณเบลจะเน้นใช้ช่องทางนี้พูดคุยเรื่องทั่ว ๆ ไปกับลูกค้า เช่น คุณเบลบอกว่าเหตุผลที่ร้าน stickwithme4ev ออกสินค้าเป็นหมวกบ่อยขึ้น ก็เพราะคุณเบลกำลังชอบใส่หมวก และมีการแนะนำลูกค้าว่าจะนำไปแมตช์กับชุดอย่างไรได้บ้าง ? และถ้าหากลูกค้าเกิดสนใจสินค้าขึ้นมา เธอก็จะให้ลูกค้าเข้ามาดูสินค้าเพิ่มเติมในอินสตาแกรมแทน
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ แม้ว่าจุดเริ่มต้นของ stickwithme4ev จะเกิดขึ้นจากการเป็นร้านค้าออนไลน์ แต่ในปัจจุบันยอดขายกว่า 70% จะมาจาก “หน้าร้าน” ที่ stickwithme4ev นำไปวางขายตามร้าน Multi-Brand Store ต่าง ๆ
โดยคุณเบลมองว่าสาเหตุที่ทำให้ยอดขายจากหน้าร้านนั้นดีกว่าทางออนไลน์ก็อาจเป็นเพราะ เมื่อลูกค้าได้เดินเล่นในร้าน แล้วเจอกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยสินค้างานศิลปะ ก็จะยิ่งช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกเพลิดเพลินในการเดินเลือกสินค้า
อีกทั้งพอลูกค้าได้เห็นสินค้าจริง และได้ลองจับดูว่าเท็กเจอร์เป็นอย่างไร ก็จะช่วยให้ลูกค้าจินตนาการได้ว่า สินค้าขนาดเท่านี้ หน้าตาสีสันประมาณนี้ หากนำไปใช้จริง จะออกมาเป็นอย่างไร
นอกจากธุรกิจ stickwithme4ev แล้ว ในปี 2019 คุณเบลยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้าน “I Found Something Good” ซึ่งเป็นร้าน Multi-Brand Store ที่รวบรวมสินค้า จากศิลปินชาวไทยรุ่นเยาว์ กว่า 200 แบรนด์
โดยในปัจจุบันร้าน I Found Something Good ขยายไปแล้ว 2 สาขา และมีแผนที่อาจจะขยายสาขาเพิ่มอีก เมื่อวิกฤติโรคระบาดดีขึ้นอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องราวของธุรกิจร้านสติกเกอร์ ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นสินค้าที่ไม่ค่อยมีความจำเป็น แต่ในทางกลับกัน ยังมีอีกหลายคนที่เห็นคุณค่ากับสิ่งของเหล่านี้ จนยอมจ่ายเงินให้กับ stickwithme4ev มาเป็นเวลานานถึง 7 ปีแล้ว..
References:
-สัมภาษณ์ตรงกับคุณเบล อริยา สภานุรัตนา
-Instagram: stickwithme4ev
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.