Jo’s Banoffee ทำอย่างไร ให้ร้านขนมเล็ก ๆ มีแบรนด์ใหญ่ ๆ เข้ามาขอร่วมงานด้วย
Business

Jo’s Banoffee ทำอย่างไร ให้ร้านขนมเล็ก ๆ มีแบรนด์ใหญ่ ๆ เข้ามาขอร่วมงานด้วย

Jo’s Banoffee ทำอย่างไร ให้ร้านขนมเล็ก ๆ มีแบรนด์ใหญ่ ๆ เข้ามาขอร่วมงานด้วย /โดย ลงทุนเกิร์ล
บานอฟฟีของร้าน After You ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ไปสาขาไหนก็ของหมด
รู้หรือไม่ว่าเมนูนี้ เป็นผลงานการร่วมมือของ “Jo’s Banoffee” ร้านขนมออนไลน์ จากเชียงใหม่ กับเชนร้านขนมรายใหญ่ในไทยอย่าง After You
และนอกจาก After You แล้ว Jo’s Banoffee ก็ยังเคยร่วมมือกับแบรนด์อื่น ๆ อย่างเช่น Dior, MOTIF และ AP
เรื่องราวของ Jo’s Banoffee น่าสนใจอย่างไร ?
และทำไมแบรนด์ใหญ่ ๆ ถึงอยากร่วมงานด้วย ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
คุณณัฐวัฒน์ ตันตยานุสรณ์ หรือคุณโจ ได้กล่าวว่า Jo’s Banoffee นั้นเกิดขึ้นจากเรื่องของความบังเอิญ
เพราะในตอนแรก คุณโจเป็นคนที่ชื่นชอบการทำขนมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาก็เลยมีความคิดที่อยากจะทำขนมขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นงานเสริม ซึ่งในตอนแรก ลูกค้าก็เริ่มมาจากคนรู้จักวงเล็ก ๆ ของคุณโจ แต่ต่อมาก็ได้เกิดการพูดกันปากต่อปาก และทำให้มีคนเริ่มมาซื้อขนมของคุณโจมากขึ้น จนบางช่วงต้องรอคิวนานเป็นเดือน
ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าต้องรอนานขนาดนี้ ก็เพราะว่าคุณโจทำขนมอยู่เพียงคนเดียว และอุปกรณ์ที่ใช้ก็เป็นอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่มีอยู่ในบ้าน ไม่ใช่อุปกรณ์ที่พวกร้านเบเกอรีใหญ่ ๆ ใช้กัน จึงทำให้คุณโจทำขนมได้ครั้งละไม่มาก
นอกจาก เรื่องกระแสตอบรับที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันคาดคิดแล้ว
สูตรขนมของ Jo’s Banoffee ก็อาจเรียกได้ว่าเกิดขึ้นจากความบังเอิญเช่นกัน
โดยปกติแล้ว ขนมบานอฟฟี จะมีองค์ประกอบอยู่ทั้งหมด 4 ชั้น
คือ ฐานล่างสุดที่เป็น Crust เนื้อสัมผัสกรุบกรอบ
ตามมาด้วยกล้วย, คาราเมล และปิดท้ายด้วยวิปครีมสดที่ตีจนตั้งยอด
แต่ปัญหาพื้นฐานของขนมบานอฟฟี ที่คนทำขนมหลายคนน่าจะเคยพบเจอก็คือ “กล้วย” เพราะเป็นผลไม้ที่มีน้ำออกมาเยอะ ทำให้ฐาน Crust ที่ควรจะกรุบกรอบ นิ่มลงเมื่อถูกทิ้งไว้ข้ามคืน
ดังนั้น คุณโจที่กำลังคิดหาวิธีแก้ พร้อมกับไปเดินเลือกวัตถุดิบในร้านขายวัตถุดิบ ก็ได้มาเจอกับ “ดาร์กช็อกโกแลต” ที่มีแพ็กเกจจิง ทั้งสวย และดูดี เขาจึงได้ตัดสินใจซื้อมา โดยคิดแค่ว่าถุงมันสวยดี
แต่ปรากฏว่าหลังจากที่คุณโจได้ลองนำดาร์กช็อกโกแลตมาใช้คั่นกลางระหว่างชั้นของกล้วยกับฐาน Crust ผลลัพธ์ที่ออกมากลับดีเกินคาด เพราะนอกจากรสชาติจะเข้ากันได้ดีแล้ว ดาร์กช็อกโกแลตยังช่วยกั้นให้น้ำจากกล้วยไม่ไหลลงไปทำให้ Crust นิ่มได้อีกด้วย
ซึ่งการแก้ปัญหาจุดเล็ก ๆ นี้ยังช่วยลดปัญหา ที่ทำให้ขนมของคุณโจ สามารถส่งข้ามจังหวัดได้โดยที่เนื้อสัมผัสของขนมยังไม่เปลี่ยน
และเมื่อสินค้าเริ่มขายดีขึ้นเรื่อย ๆ คุณโจก็เริ่มหันมาจริงจังกับการทำร้านมากขึ้น
โดยเขาได้ติดต่อไปหาบริษัทออกแบบชื่อดัง อย่าง Design by Dinsor ให้ช่วยสร้างแบรนด์ให้กับร้าน Jo’s Banoffee
ซึ่ง Design by Dinsor ได้เข้ามาดีไซน์งานต่าง ๆ ในร้าน ตั้งแต่สติกเกอร์, ถุง, แพ็กเกจจิงขนม รวมไปถึง CI (Corporate Identity) หรืออัตลักษณ์แบรนด์ทั้งหมด
เมื่อทุกอย่างพร้อมเรียบร้อย
คุณโจ ก็ได้ตัดสินใจเปิดร้าน Pop-Up เป็นครั้งแรกที่ Gaysorn Village
แต่การเปิดร้านในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่แค่การนำสินค้ามาวางขายแบบทั่ว ๆ ไป เพราะเขาได้ตกแต่งร้านในคอนเซปต์ห้องนั่งเล่น ที่มีผ้าม่าน, พรม, หมอน และเสื้อผ้าที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ให้มาในธีมเดียวกับ CI ของร้าน Jo’s Banoffee
นอกจากนี้ คุณโจยังได้ใส่กิมมิกเล็ก ๆ ด้วยการเขียน Calligraphy เป็นชื่อของลูกค้าไปด้วย
ซึ่งนี่อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ก็เป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ไม่น้อย และลูกค้าที่ได้รับการ์ด Calligraphy ก็ยังสามารถเก็บไว้เป็นของสะสมให้ชวนนึกถึง Jo’s Banoffee ได้ด้วย
แต่เรื่องที่น่าสนใจ คือ การเปิดร้านที่ Gaysorn Village นี้ถือเป็นครั้งแรกของ Jo’s Banoffee ที่เปิดให้บริการแบบมีหน้าร้าน และยังเป็นครั้งแรกที่มาเปิดในกรุงเทพฯ
ทำให้คุณโจวางแผนขายบานอฟฟี ทั้งหมด 800 ถาด ภายใน 5 วัน
แต่ผลปรากฏว่า หลังจากเปิดร้านวันแรก Jo’s Banoffee ก็สามารถขายสินค้าไปได้ถึง 400 ถาด ส่วนวันที่ 2 และวันที่ 3 ก็ขายสินค้าจนเกลี้ยงสต็อก แม้ว่าจะเร่งการผลิตเพิ่มแล้ว แต่ก็ยังผลิตไม่ทัน และแพ็กเกจจิงต่าง ๆ ก็ดันมาหมดไปเสียก่อน
ซึ่งแม้ว่า Jo’s Banoffee จะพลาดโอกาสทองที่จะขายสินค้าในวันที่เหลือ
แต่การมาออกบูทครั้งนี้ ก็ถือว่าไม่ได้เสียเปล่า
เพราะช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น ก็มีทีมงานจากห้างต่าง ๆ พากันมาชักชวน Jo’s Banoffee ไปออกบูทที่ห้างของตัวเอง อย่างไม่ขาดสาย
และที่น่าสนใจคือ หนึ่งในคนที่มาทาบทาม Jo’s Banoffee ในช่วงนั้น ก็คือ พนักงานในบริษัท Agency ซึ่งรับผิดชอบดูแลการตลาดให้กับแบรนด์ Dior
โดยเขาได้ชักชวนให้ Jo’s Banoffee ไปร่วมเปิดร้าน Pop-Up ที่บูติกน้ำหอม Dior สาขาไอคอนสยาม เนื่องในโอกาสวันแม่ โดยลูกค้าของ Dior จะได้รับขนมของ Jo’s Banoffee เมื่อซื้อครบยอดที่กำหนด
ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ Jo’s Banoffee ได้รับเลือกจากทาง Dior ให้ไปร่วมงาน ก็เนื่องมาจาก
“ความพร้อม”
เมื่อแบรนด์ Dior ต้องการแพ็กเกจจิงขนมแบบไหน ทาง Jo’s Banoffee ก็มีแบบที่ดีไซน์ไว้พร้อมเรียบร้อยแล้ว ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ด้วยความที่คุณโจสามารถเขียน Calligraphy ได้ ยิ่งทำให้ทาง Dior ให้ความสนใจ Jo’s Banoffee มากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่จะมีขนมอร่อย ๆ ไว้มอบให้ลูกค้า แต่ยังมีกิจกรรมเล็ก ๆ ให้ลูกค้าได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย
“ความชัดเจน”
คุณโจได้วางคอนเซปต์ของแบรนด์อยู่ในทุก ๆ รายละเอียด
ตั้งแต่กล่องขนม, กระดาษห่อ, การ์ดขอบคุณลูกค้า, ถุง ไปจนถึงการตกแต่งร้าน
สิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะดูเล็กน้อย แต่ก็ช่วยให้แบรนด์ดูเป็นมืออาชีพได้ไม่แพ้ร้านขนมรายใหญ่ ๆ เช่นกัน
นอกจาก Jo’s Banoffee จะได้ร่วมงานกับแบรนด์อย่าง Dior ไปแล้ว
ในเดือนกันยายน ปีที่แล้ว Jo’s Banoffee ยังได้ร่วมมือกับเชนขนมรายใหญ่ อย่าง After You
ซึ่งถือได้ว่า เป็นการร่วมมือที่ได้กระแสตอบรับถล่มทลายเลยทีเดียว
ซึ่งจริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของการร่วมมือนี้ เราต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่คุณโจเพิ่งวางขายบานอฟฟี
คุณโจ ซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณเมย์ After You ได้ส่งขนมไปให้เธอลองชิม เพื่อขอคำแนะนำ โดยคุณเมย์ชื่นชอบในรสชาติของขนม จนช่วยแนะนำ Jo’s Banoffee ผ่านทางอินสตาแกรมของตัวเอง
หลังจากนั้น คุณเมย์ก็ได้มาชักชวนคุณโจให้มาร่วมงานด้วยกัน
โดยใช้โรงงานของ After You ผลิตตามสูตรทำบานอฟฟีในสไตล์ Jo’s Banoffee และวางขายในร้านของ After You
ซึ่งในวันแรก ๆ ที่วางขายสินค้าได้รับการตอบรับอย่างถล่มทลายจน Sold Out ในหลายสาขา
และจากการร่วมมือในครั้งนี้ พวกเขาสามารถทำยอดขายไปได้ “หลักหมื่น” ถาด สูงกว่าที่วางแผนไว้ในตอนแรกถึง 3 เท่า..
ถัดมาที่อีกหนึ่งการร่วมงานครั้งใหญ่ของ Jo’s Banoffee ก็คือการทำงานกับ MOTIF x AP ในงานเปิดตัวคอนโดมิเนียม THE ADDRESS สยาม-ราชเทวี ซึ่งเป็นโครงการของ AP ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ จากแบรนด์หรูอย่าง MOTIF
รวมถึงการร่วมงานกับแบรนด์กระเป๋าหรู จากนครนิวยอร์กอย่าง Proenza Schouler และร้านคาเฟต่าง ๆ เช่น Especial Coffee Bar และ The Moon Café
ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ Jo’s Banoffee ก็คงเหมือนกับ “สาวสวย” ที่แบรนด์ใหญ่ ๆ ต่างมารุมจีบ จนหัวกระไดไม่แห้งเลยทีเดียว
สำหรับใครที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ และอยากจะมีโอกาสไปร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ ๆ บ้าง
คุณโจก็ได้แนะนำว่า สิ่งสำคัญคือ เราควรจะทำงานในฝั่งของเราให้เรียบร้อยและชัดเจน
เพื่อให้แบรนด์ที่เขาร่วมงานกับเราสามารถทำงานได้ง่ายที่สุด
และอีกสิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้าเราต้องการที่จะเสนออะไรให้แบรนด์เขาพิจารณา
เราควรจะเป็นคนที่ร่าง หรือเขียนทุกรายละเอียดให้ออกมาชัดเจนมากที่สุด หรือถ้าเป็นไปได้ก็ควรมีภาพตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมออกมาเลย เพื่อให้แบรนด์เขามองเห็นภาพ ที่อยู่ในหัวของเราได้ตรงกัน
นอกจากนี้ เราเองก็ควรเป็นคนที่ทำให้แบรนด์ของตัวเองดูดี มีคุณภาพ และดูมืออาชีพ
เพราะถ้าเราทำตัวเองให้ดีแล้ว เมื่อคนอื่นเขามองเห็น ก็เข้ามาหาเราเอง..
ถ้าหากถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณโจ และ Jo’s Banoffee เดินทางมาได้ไกลถึงวันนี้
คำตอบก็อาจเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่าง “แพสชัน” เพราะถ้าเราเริ่มต้นธุรกิจจากความสุข มันก็จะสะท้อนออกมาในทุก ๆ รายละเอียดที่เราตั้งใจใส่ลงไป
มันจะไม่มีคำว่าเบื่อ หรือทำ ๆ ให้เสร็จไป
แต่จะมีแรงที่อยากจะทำนู่นทำนี่ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอยู่เสมอ..
References:
-สัมภาษณ์โดยตรงกับคุณโจ เจ้าของร้าน Jo’s Banoffee
-https://jo.co.th/journey/
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.