“Day of the Dead” เทศกาลแห่งความตาย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน ของชาวเม็กซิโก
history

“Day of the Dead” เทศกาลแห่งความตาย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน ของชาวเม็กซิโก

1 พ.ย. 2021
“Day of the Dead” เทศกาลแห่งความตาย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน ของชาวเม็กซิโก /โดย ลงทุนเกิร์ล
พอสิ้นสุดเดือนตุลาคม ก็เหมือนหมดฤดูกาลของเทศกาลปล่อยผี อย่างฮาโลวีน
แต่รู้หรือไม่ สำหรับในบางประเทศ กลับเป็นช่วงเวลาที่เทศกาลของโลกหลังความตาย กำลังจะเริ่มต้นขึ้น..
โดยเทศกาลที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ก็คือ “Day of the Dead”
เทศกาลสำคัญในประเทศเม็กซิโก ที่ยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ”
และถึงแม้จะเป็นวันปล่อยผีคล้าย ๆ กับเทศกาลฮาโลวีน แต่ Day of the Dead กลับถ่ายทอดความรู้สึกที่ระลึกถึงวิญญาณที่ล่วงลับได้อย่างอบอุ่น
ที่สำคัญ Day of the Dead ยังเป็นหนึ่งเทศกาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย
แล้ว Day of the Dead มีความสำคัญอย่างไรกับประเทศเม็กซิโก ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
Day of the Dead หรือ El Día De Los Muertos มีความหมายว่า “วันแห่งความตาย”
เป็นเทศกาลของชาวเม็กซิโก ที่มีการสานต่อกันมานานกว่า 3,000 ปี เพื่อเป็นการให้เกียรติ และระลึกถึงบรรพบุรุษ หรือบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว
แต่นอกจากประเทศเม็กซิโกที่เป็นถิ่นกำเนิดแล้ว ประเทศบางส่วนในแถบอเมริกากลางและใต้
รวมทั้งกลุ่มคนชาวละตินในต่างประเทศก็ให้ความสนใจเทศกาลนี้เช่นกัน
ส่วนสำหรับแฟน ๆ ดิสนีย์ก็อาจจะคุ้นภาพเทศกาลนี้ ผ่านแอนิเมชัน Coco ที่สตูดิโอ Pixar ได้นำเรื่องราวโลกหลังความตายมาถ่ายทอด จนเรียกน้ำตาของใครได้หลาย ๆ คน รวมถึงยังสามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกได้สูงถึง 808 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 27,000 ล้านบาท
รวมทั้ง Coco ยังเป็นภาพยนตร์เพียงไม่กี่เรื่องของ Pixar ที่สามารถเอาชนะใจชาวจีน และกวาดรายได้ถึง 6,289 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นรายได้สูงสุดในบรรดาภาพยนตร์ของ Pixar ที่เข้าฉายในประเทศจีนด้วย
ดังนั้นแล้ว ก็เรียกได้ว่า Coco มีส่วนช่วยเล็ก ๆ ที่ทำให้วัฒนธรรม Day of the Dead รู้จักเป็นวงกว้างมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม พอพูดถึงโลกแห่งความตาย บางคนอาจสับสนว่า Day of the Dead และเทศกาลปล่อยผีในวันฮาโลวีน มีความเกี่ยวเนื่องกัน
แต่จริง ๆ แล้ว ทั้งสองเทศกาลนี้มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยสิ้นเชิง
เพราะแม้ว่าเทศกาลวันฮาโลวีน และ Day of the Dead จะมีความเชื่อที่คล้าย ๆ กันในเรื่อง “โลกหลังความตาย” หรือเป็นวันที่วิญญาณทั้งหลายจะได้หวนคืนสู่โลกมนุษย์
แต่สำหรับเทศกาล Day of the Dead จะแตกต่างตรงที่ชาวเม็กซิโกจะต้อนรับวิญญาณเหล่านั้นอย่างอบอุ่น ราวกับคนในครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันนานแสนนาน
ซึ่งการเฉลิมฉลองนี้จะรายล้อมไปด้วยความสุข เต็มไปด้วยสีสัน เพื่อเฉลิมฉลองชีวิตของผู้ที่จากไป
โดยจะจัดแท่นบูชาที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้, รูปภาพ, ของที่ระลึก, เทียนหอม และเครื่องหอมที่ส่งกลิ่นไม้หอม ประจำท้องถิ่นของชาวเม็กซิโก
นอกจากนั้น ยังเริ่มมีงานพาเหรดที่ผู้คนจะแต่งหน้าเป็นรูปหัวกะโหลก และแต่งตัวให้เหมือนกับโครงกระดูกเดินได้
ที่น่าสนใจคือ การแต่งกายลักษณะนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจาก ผลงานศิลปะในประวัติศาสตร์ของชาวเม็กซิโก ที่รู้จักกันในชื่อ “La Calavera Catrina” ผลงานของคุณ José Guadalupe Posada ศิลปินผู้มีชื่อเสียงในยุค 1900
โดยผลงานชิ้นนี้ถูกวาดขึ้นมาเป็นโครงกะโหลกใส่หมวกหรูหรา เพื่อเสียดสีคนเม็กซิโก ที่ลืมรากเหง้าของตัวเอง ซึ่งเป็นอารยธรรมดั้งเดิม อย่างแอซเท็กและมายา จากการรุกล้ำด้วยอารยธรรมใหม่จากทางแถบยุโรป
และผลงานนี้ ยังถูกนำมาดัดแปลงอีกหลายครั้ง ซึ่งหนึ่งชิ้นที่โด่งดังมาก ๆ ก็คือ “ลา กาตรินา” หญิงสาวโครงกระดูกในชุดสไตล์วิกตอเรียนที่หรูหรา โดยคุณ Diego Rivera จิตรกรฝาผนังชาวเม็กซิโก
ดังนั้นเทศกาลนี้จึงไม่ได้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานเท่านั้น
แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีที่ทรงคุณค่ามาอย่างยาวนาน และยังผสมผสานงานศิลปะที่เสียดสีสังคมในประวัติศาสตร์ของชาวเม็กซิโก
สำหรับเทศกาล Day of the Dead นี้ จะเริ่มต้นตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 31 ตุลาคม ไปจนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน
โดยวันที่ 1 พฤศจิกายน จะระลึกถึงเด็ก ๆ ที่จากโลกไปก่อนวัยอันควร
ส่วนวันที่ 2 พฤศจิกายน จะเป็นการให้เกียรติแด่ผู้ใหญ่
และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ เทศกาล Day of the Dead นี้ ก็ยังเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ในชุมชนให้กับคนเม็กซิโกอีกด้วย
เนื่องจากดอกไม้, ผีเสื้อ และหัวกะโหลก เป็นสัญลักษณ์ของเทศกาล Day of the Dead
โดยเฉพาะ “ดอกไม้” ที่เป็นตัวแทนของดอกไม้แห่งความตาย ก็คือ “Cempasuchil” หรือ “ดอกดาวเรืองเม็กซิโก” เพราะถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในเทศกาลนี้
โดยจะโรยดอกดาวเรืองไปทั่วตามทางเดิน, หน้าหลุมศพ และแท่นบูชา ตามความเชื่อที่ว่ากลิ่นหอมฟุ้งกรุ่นและสีสันที่สดใสของดอกไม้ชนิดนี้ จะช่วยนำทางเหล่าวิญญาณไปยังแท่นบูชา
ดังนั้นในช่วงก่อนถึงงานเทศกาล Day of the Dead ดอกดาวเรืองจำนวนมหาศาลจะถูกปลูกขึ้น และขายกันอย่างครึกครื้น
แต่น่าเสียดายที่ปี 2020 ที่ผ่านมาทั่วโลกพบกับวิกฤติโรคระบาด ส่งผลให้เทศกาลนี้ต้องหยุดชะงักลง และสีสันของเทศกาลนี้ได้ขาดหายไป
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาเทศกาล Day of the Dead ก็ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาวเม็กซิโกอย่างมาก
หลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรหลายคนเริ่มหันมาปลูกดอกดาวเรืองมากขึ้น จนในปี 2018 มีการปลูกต้นดาวเรืองมากถึง 72,000 ตัน ซึ่งเติบโตจากปี 2016 ถึง 437%
และในปี 2019 ดอกดาวเรืองกว่า 300,000 ดอกจาก Teléforo ฟาร์มดอกไม้ในประเทศเม็กซิโกถูกขายหมดภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน
เรียกได้ว่า นอกจาก เทศกาล Day of the Dead จะสร้างคุณค่าทางจิตใจแล้ว ก็ยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย
ซึ่งหลังจากห่างหายกันไปในช่วงหนึ่ง เชื่อว่าก็คงมีคนรอคอยให้เทศกาลนี้กลับมาสร้างสีสันและความอุ่นใจ อยู่ไม่น้อย..
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.