ชีวิตสุดโหดของ Jo Malone เรียนไม่จบ เป็นมะเร็ง และต้องบอกลาแบรนด์ของตัวเอง
Business

ชีวิตสุดโหดของ Jo Malone เรียนไม่จบ เป็นมะเร็ง และต้องบอกลาแบรนด์ของตัวเอง

31 มี.ค. 2022
ชีวิตสุดโหดของ Jo Malone เรียนไม่จบ เป็นมะเร็ง และต้องบอกลาแบรนด์ของตัวเอง /โดย ลงทุนเกิร์ล
“ฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง และจะอยู่ได้อีกแค่ 1 ปี”
ข่าวร้ายที่น่าสะเทือนใจนี้ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่ชื่อว่า คุณโจ มาโลน จนเป็นสาเหตุให้เธอต้องโบกมือลาธุรกิจน้ำหอมที่สร้างมากับมือ
ไม่เพียงเท่านั้น เพราะในชีวิตวัยเรียนของคุณโจ มาโลน ก็ยังเคยโดนดูถูกว่า “ชีวิตเธอจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ”
แต่ในวันนี้ เธอได้กลายเป็นนักธุรกิจ และนักปรุงน้ำหอมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกคนหนึ่ง
เรื่องราวของคุณโจ มาโลน น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ตั้งแต่วัยเด็ก คุณโจ มาโลน เธอเกิดมาพร้อมกับโรคที่ชื่อว่า “Dyslexia” ทำให้เธอบกพร่องทางการอ่าน, การสะกดคำ และการเขียนหนังสือ
ซึ่งโรคนี้ได้สร้างความยากลำบากในการเรียนของเธอเป็นอย่างมาก
แม้ว่าเธอจะพยายามอย่างหนัก แต่ก็ยังถูกตัดสินจากคนอื่น ๆ ว่าเธอ “โง่และขี้เกียจ”
และดูเหมือนชีวิตจะยังมอบบททดสอบให้เธอไม่พอ
เพราะเมื่อคุณโจ มาโลน อายุได้ 15 ปี เธอก็ต้องออกจากโรงเรียน เพื่อไปดูแลแม่ที่ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง
หลังจากนั้น เธอก็ได้เริ่มทำงานแรกในร้านดอกไม้ บนถนนเอลิซาเบธ ในลอนดอน
และต่อมาเธอก็ยังทำงานเป็น Facialist หรือนักดูแลผิวหน้า ซึ่งเธอได้ซึมซับเรื่องเหล่านี้มาจากคุณแม่ของเธอ ที่เป็นช่างเสริมสวย
โดยในวัยเด็ก เธอจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่ในห้องแล็บ สำหรับทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ในคลินิกที่แม่เธอทำงานอยู่ ทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับส่วนผสมนานาชนิด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
เนื่องจากงานนักดูแลผิวหน้า จะมีความข้องเกี่ยวกับการทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ไม่ว่าจะเป็น มาสก์ หรือครีมต่าง ๆ แต่ด้วยโรคที่ติดตัวมา ทำให้เธอไม่ถนัดในการอ่านสูตร
ดังนั้น วิธีที่เธอใช้จดจำสูตรต่าง ๆ ก็คือ “การจดจำผ่านกลิ่น”
และกลายเป็นพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์น้ำหอมในเวลาต่อมา
ซึ่งคุณโจ มาโลน แจ้งเกิดด้วยการทำ Bath Oil “กลิ่นจันทน์เทศและขิง” ที่ในตอนแรก เธอทำขึ้นมาแจกฟรีให้ลูกค้า เพื่อขอบคุณที่มาดูแลผิวหน้ากับเธอ
แต่หลังจากที่ลูกค้าได้ลองใช้ พวกเขาก็กลับมาซื้อ Bath Oil กันอย่างล้นหลาม
โดยกลิ่นนี้ ยังคงเป็นกลิ่นที่วางขายภายใต้แบรนด์ Jo Malone London มาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะว่า อาการป่วยด้วยโรค Dyslexia ของเธอ ที่ทำให้ต้องฝึกฝนการเรียนรู้ ด้วยวิธีการซึ่งต่างออกไป
และอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า คุณโจ มาโลน มักจะจดจำสิ่งต่าง ๆ ผ่านกลิ่น
ดังนั้น เธอจึงมีประสาท “การดมกลิ่น” ที่พิเศษกว่าคนทั่ว ๆ ไป
ทำให้เธอสามารถรับรู้กลิ่น และแยกกลิ่นต่าง ๆ ได้ดี
รวมไปถึง เธอยังใช้กลิ่น มาเป็นตัวแทนของภาษา ที่เธอไม่สามารถอ่านและเขียนได้ถนัด ได้อีกด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณโจ มาโลน ไม่เคยมองว่าโรค Dyslexia เป็นความทุพพลภาพเลย แต่มองว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยเธอสร้างธุรกิจน้ำหอมขึ้นมา
โดยในปี 1994 คุณโจ มาโลน ได้เริ่มเปิดร้านน้ำหอมแห่งแรก ตามชื่อของตัวเองขึ้นในลอนดอน
และในไม่ช้า แบรนด์ของเธอก็เริ่มมีชื่อเสียง จนทำให้มีลูกค้า ทั้งสมาชิกราชวงศ์ และเซเลบริตีมากมาย
ที่น่าสนใจคือ หลังจากก่อตั้งธุรกิจมาได้เพียงแค่ 5 ปี
แบรนด์ Jo Malone London ก็ได้ถูกบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่อย่าง “Estée Lauder” ซื้อกิจการ
ซึ่งดูเหมือนว่า ตอนนี้ชีวิตของเธอ ได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดสูงสุด อย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
โดยแม้ว่าจะขายกิจการไปแล้ว แต่คุณโจ มาโลน ก็ยังคงรับผิดชอบในการบริหารงาน และเป็น Creative Director ให้กับแบรนด์เช่นเดิม
แต่แล้ว ช่วงเวลาแห่งความสุข ก็อยู่ได้ไม่นาน
เพราะไม่กี่ปีต่อมา เธอพบว่า ตัวเองเป็นมะเร็งเต้านม และจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 1 ปี
หลังจากนั้น เธอก็เข้ารับการรักษา ทั้งการผ่าตัดเอาเต้านมออก และการรักษาด้วยเคมีบำบัดอยู่หลายสิบเดือน จนในที่สุดเธอก็เอาชนะโรคนี้ได้สำเร็จ
แต่ผลข้างเคียงจากการรักษาทำให้เธอ “สูญเสียการได้กลิ่น”
เรื่องนี้ทำให้เธอกลัวเกินกว่าจะบอกกับทุกคนในบริษัท
และสุดท้าย เธอก็เลือกที่จะลาออกจาก Jo Malone London ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือ
ยิ่งไปกว่านั้น คุณโจ มาโลน ยังถูกผูกมัดด้วยสัญญาที่ทำกับบริษัท Estée Lauder ว่า หลังจากออกจากแบรนด์ เธอห้ามผลิตอะไรก็ตามในอุตสาหกรรมความงาม หรือน้ำหอม เป็นเวลาทั้งหมด 5 ปี
ซึ่งคุณโจ มาโลน ได้บรรยายถึงความเจ็บปวด ณ ขณะนั้นว่า
“มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต และยังเป็นช่วงเวลาที่ยากยิ่งกว่า การต่อสู้กับมะเร็ง ในช่วงเวลานั้น เธอรู้สึกสูญเสียตัวตน หลงทาง และร้องไห้ทุกครั้งที่ไปเดินห้าง แล้วพบเห็นแบรนด์ที่เคยเป็นของเธอ”
แต่อยู่ ๆ ในเช้าวันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมา และพบว่าตัวเองกลับมาได้กลิ่นทุกอย่างอีกครั้ง ราวกับปาฏิหาริย์
ดังนั้น เมื่อช่วงเวลา 5 ปีผ่านไป คุณโจ มาโลน ก็กลับคืนสู่วงการน้ำหอมอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวแบรนด์น้ำหอมในชื่อ “Jo Loves”
ซึ่งคุณโจ มาโลน ยอมรับว่า การปั้นแบรนด์ใหม่ครั้งนี้ ยากยิ่งกว่าการสร้างแบรนด์ Jo Malone London เพราะด้วยสภาพสังคม และตลาดที่เปลี่ยนไปมาก
อีกทั้งในช่วง 2 ปีแรก แบรนด์ Jo Loves ยังล้มเหลวทั้งในด้านการตลาด และการจัดจำหน่าย จนทำให้เกือบที่จะล้มเลิกความฝันนี้
จนกระทั่งในปี 2013 ที่ทุก ๆ อย่างเริ่มดีขึ้น
เมื่อแบรนด์ Jo Loves ได้เปิดร้านแห่งแรก ซึ่งมาพร้อมกับ “Fragrance Tapas” บาร์น้ำหอมที่เน้นการขายประสบการณ์ ด้วยเทคนิคการนำเสนอน้ำหอม ราวกับอยู่ในร้านอาหารสุดหรู
โดยมีทั้งโคโลญ ที่ถูกอุ่นในทาจีน (Tagine) ภาชนะดินเผาที่มีฝาปิดเป็นทรงโดมสูง ซึ่งเมื่อเปิดฝา เราก็จะได้รับกลิ่นจากควันที่เคลื่อนออกมา
คลีนเซอร์ ที่เขย่ากับน้ำแข็ง คล้ายการทำค็อกเทล และเทลงในแก้ว
ไปจนถึง โฟมครีมทาผิว ที่เขย่าออกมาจากกระบอกทำวิปปิงครีมอัดแก๊ส ก่อนจะค่อย ๆ ใช้แปรงทาลงไปบนผิวอย่างนุ่มนวล
ที่น่าสนใจก็คือ ร้านแห่งนี้ยังเป็นเหมือนการกลับมา ที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของเธอ
เพราะเธอได้เลือกทำเลที่ตั้งร้าน ที่ยังอยู่บนถนนเอลิซาเบธ ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่คุณโจ มาโลน ได้งานแรกในร้านดอกไม้
และทั้งหมดนี้ก็คือ เรื่องราวของคุณโจ มาโลน
ที่ผ่านทั้งจุดสูงสุด ไปจนถึงจุดที่แย่ที่สุด ก่อนจะกลับมาได้อีกครั้ง
ซึ่งคงจะทำให้เราได้เรียนรู้ว่า
แม้เราจะตัดสินใจผิดพลาด ก็ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง
เพราะต้องวัดหลังจากนั้นต่างหาก ว่าเรารับมือกับมันอย่างไร..
© 2024 Longtungirl. All rights reserved. Privacy Policy.