กรณีศึกษา หนังกลางแปลง ธุรกิจไทยที่เคยรุ่งเรือง
Business

กรณีศึกษา หนังกลางแปลง ธุรกิจไทยที่เคยรุ่งเรือง

14 ก.ค. 2022
กรณีศึกษา หนังกลางแปลง ธุรกิจไทยที่เคยรุ่งเรือง /โดย ลงทุนเกิร์ล
มือซ้ายถือพ็อปคอร์น มือขวาถือตั๋วหนัง
สัมผัสแอร์เย็นฉ่ำ ดูหนังแบบเพลิดเพลิน
นี่คือภาพจำทั่วไปของใครหลายคนเมื่อไปดูภาพยนตร์
แต่รู้หรือไม่ว่าในสมัยก่อน บรรยากาศกลับไม่ใช่แบบนี้
เพราะการดูภาพยนตร์ในที่โล่ง คือหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยม
กลิ่นหอมของหมึกย่าง และกลิ่นขนมฝักบัวทอดร้อน ๆ พร้อมของขายสารพัด
มีจอขนาดใหญ่วางอยู่ตรงหน้า พร้อมผู้ชมปูเสื่อรองนั่ง
ทั้งหมดนี้ คือประสบการณ์จากการดู “หนังกลางแปลง”
ซึ่งเป็นเทศกาลที่กรุงเทพฯ เลือกนำมาจัดในเดือนนี้
ยุครุ่งเรืองของหนังกลางแปลงเป็นอย่างไร ?
ปัจจุบัน ธุรกิจเหล่านี้ ยังดีอยู่ไหม ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปเมื่อ 125 ปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5
มีหลักฐานว่า ธุรกิจหนังกลางแปลงฉายขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย
โดยชาวต่างชาติชื่อว่า “เอส.จี. มาร์คอฟสกี”
ซึ่งในตอนนั้น ถึงขั้นมีการลงข่าวในหนังสือพิมพ์ เพื่อเชิญชวนให้คนมาดูหนังกลางแปลงด้วย
แต่หลังจากนั้น ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าหนังกลางแปลง เคยถูกนำไปฉายที่ไหนในประเทศไทยอีกเลย จนกระทั่งเข้าสู่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
มีหน่วยบริการเคลื่อนที่สำหรับฉายหนังกลางแปลง เดินทางไปแวะเวียนตามต่างจังหวัด
รวมถึงทั้งรัฐและเอกชน ต่างก็นำหนังกลางแปลง ไปฉายเป็นจำนวนมาก
โดยหนังกลางแปลง ถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันภัยคอมมิวนิสต์ของรัฐ ในช่วงสงครามเย็น เพราะเครื่องมือชวนเชื่อผ่านภาพยนตร์ เป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงผู้คนได้ง่าย
ส่วนในฝั่งของเอกชน ก็นำหนังกลางแปลงมาหารายได้ให้กับตัวเอง
ด้วยการฉายหนังกลางแปลงหลากหลายรูปแบบ
ซึ่งมีโมเดลการหารายได้ที่แตกต่างกันออกไป
ไม่ว่าจะเป็นแบบหนังเร่ หรือแบบหนังขายยา
หนังเร่ หนังขายยา คืออะไร ?
หากเป็นแบบ “หนังเร่” จะมีการนำผ้ามาปิดรอบ ๆ บริเวณที่จะฉายภาพยนตร์ และจะต้องเสียเงินเมื่อคนอยากดู
โดยผู้ให้บริการจะได้รับรายได้จากค่าเข้าชมในส่วนนี้
อีกแบบหนึ่ง คือ “หนังขายยา” จะไม่มีการนำผ้ามาปิดบริเวณรอบ ๆ หากใครอยากดูหนัง ก็สามารถมานั่งดูได้เลย
แต่เมื่อถึงฉากลุ้นระทึก หนังจะหยุดฉายชั่วคราว ขัดจังหวะเหมือนมีโฆษณาคั่นใน YouTube ยุคนี้เลยทีเดียว
ซึ่งในช่วงที่หยุดฉายนี้ ก็จะมีการขายของ เช่น ยา หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อหนังแบบนี้
และจนกว่าจะได้ยอดขายตามที่ต้องการ ภาพยนตร์จึงจะฉายต่อ
โมเดลธุรกิจนี้ทำให้บริษัทต่าง ๆ ใช้เป็นช่องทางการตลาด ทำให้แบรนด์ของตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้น
เพราะต้องไม่ลืมว่าในสมัยก่อน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนต่างจังหวัดนั้น ค่อนข้างยากลำบาก จึงต้องใช้วิธีแบบนี้ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง
จากนั้น หนังกลางแปลงก็เริ่มเป็นที่ยอดนิยมมากสุด ในช่วงปี พ.ศ. 2521-2535
เพราะมีการจ้างหนังกลางแปลงไปฉายตามงานสำคัญต่าง ๆ เพื่อให้คนมาดูกันได้ฟรี ซึ่งหากบ้านไหนจ้างหนังหลายเจ้า ก็จะแสดงถึงฐานะทางบ้านที่ดีอีกด้วย
อีกทั้งในงานประเพณีสำคัญ เจ้าภาพก็มักจะจ้างหนังกลางแปลงไปฉายเพื่อความรื่นเริง ส่งผลให้มีพ่อค้า แม่ค้ามากหน้าหลายตา เร่กันเข้ามาขายของ ทำให้งานยิ่งดูสนุกขึ้นไปอีก
หนังกลางแปลงนี้ จึงทำให้เศรษฐกิจชุมชนคึกคัก และเป็นสถานที่พบปะของใครหลาย ๆ คน
ทว่า ธุรกิจหนังกลางแปลงเริ่มโดนดิสรัปต์ครั้งแรก เมื่อมีการเข้ามาของวิดีโอเทป ทำให้คนเข้าถึงภาพยนตร์ได้ง่ายขึ้น
อีกทั้งยังมีเรื่องคุณภาพไฟล์ฉายหนังของสหรัฐฯ ซึ่งแทบจะยกเลิกการใช้ฟิล์มภาพยนตร์ทั้งหมด
และหันไปใช้ไฟล์ดิจิทัลที่มีความคมชัดมากกว่า
ต่อมา ธุรกิจหนังกลางแปลงยังโดนดิสรัปต์เป็นครั้งที่สอง ด้วยการมาของโรงภาพยนตร์ ในประเทศไทย อย่าง
-MAJOR เปิดให้บริการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538
-SF เปิดให้บริการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2542
ซึ่งโรงภาพยนตร์เหล่านี้ ก็มักจะตั้งอยู่ในศูนย์การค้า ทำให้กลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิง และความสะดวก แบบครบจบในที่เดียว จึงดึงดูดให้ผู้คนไปใช้บริการกันมากขึ้น
โดยในช่วงก่อนการระบาดของโควิด 19
รายได้รวมของกลุ่มธุรกิจโรงภาพยนตร์ สูงถึงกว่า 16,000 ล้านบาท
และยังไม่หมดเพียงแค่นี้..
การดิสรัปต์ครั้งที่สาม ก็เกิดขึ้น
เมื่อแพลตฟอร์มให้บริการผ่านสตรีมมิงได้รับความนิยม
ทั้งหมดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมหนังกลางแปลงจึงค่อย ๆ หายไป
เหลือเพียงความทรงจำไว้ให้กับธุรกิจที่โดนดิสรัปต์ อย่างน้อยสามเด้ง
แม้จะยังหาดูได้บ้างตามต่างจังหวัด เช่น งานประเพณีสำคัญ
แต่การที่หนังกลางแปลงจะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งเหมือนในอดีต คงเป็นเพียงภาพความฝัน
อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศก็ยังคงมีโรงหนังกลางแจ้งที่อนุรักษ์ไว้อยู่ไม่น้อย
และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้กับประเทศนั้น ๆ ได้
หากเราส่งเสริมธุรกิจนี้ในฐานะเศรษฐกิจสร้างสรรค์
เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
เหมือนกับที่กรุงเทพฯ กำลังทำอยู่ในตอนนี้
ก็ไม่แน่ว่าอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และทำให้เมืองกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง
โดยแทบจะไม่ต้องใช้งบประมาณมากมายเลย
© 2024 Longtungirl. All rights reserved. Privacy Policy.