โมนาโก ประเทศที่คนรวยสุดอันดับ 1 ของโลก แต่ประชาชนไม่ต้องเสียภาษี
Economy

โมนาโก ประเทศที่คนรวยสุดอันดับ 1 ของโลก แต่ประชาชนไม่ต้องเสียภาษี

9 ม.ค. 2023
โมนาโก ประเทศที่คนรวยสุดอันดับ 1 ของโลก แต่ประชาชนไม่ต้องเสียภาษี /โดยลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ ? โมนาโกเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กมากที่สุด เป็นอันดับ 2 ของโลก
อีกทั้ง เป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
แต่ก็ยังเป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก เช่นกัน (ตามการจัดอันดับของ World Bank)
อีกทั้งจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ที่นี่ ราว 1 ใน 3 เป็น Millionaire
หรือคนที่มีทรัพย์สินรวมมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่าเงินไทย 35 ล้านบาท
หากเทียบให้เห็นภาพ คือ สมมติเดินไปตามท้องถนนในโมนาโก
คนรอบ ๆ ข้างตัวเรา 3 คนจะมี 1 คนที่เป็น Millionaire
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ โมนาโก ยังไม่มีการเก็บภาษีรายได้ และภาษีมรดก
จนกลายเป็นจุดหมายอันหอมหวานสำหรับเศรษฐี ให้สามารถหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีอย่างถูกกฎหมาย
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “สนามเด็กเล่นของคนรวย” อีกด้วย
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
โมนาโก เป็นประเทศที่อยู่ในแถบยุโรปตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับฝรั่งเศส
โดยประเทศแห่งนี้มีขนาดพื้นที่เพียง 2.02 ตารางกิโลเมตร
หรือใหญ่กว่าพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
โดยในปี 2021 โมนาโกมีจำนวนประชากรเพียง 38,964 คน
เท่ากับว่า โมนาโกกลายเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากมาเก๊า
ที่สำคัญ คือ โมนาโกยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรเท่ากับ 8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก
แล้วอะไรทำให้ชาวโมนาโก ร่ำรวยเป็นอย่างมาก ?
คำตอบคือ ประเทศนี้มีระบบภาษีที่เอื้อประโยชน์มากที่สุดระบบหนึ่งของโลก
โดยโมนาโก จะไม่มีการเก็บภาษีรายได้ (Income Tax) และภาษีมรดก (Inheritance Tax)
ขณะที่ภาษีธุรกิจ (Business Tax) นั้น ก็ถูกเรียกเก็บในอัตราที่ต่ำมาก
แทบจะพูดได้ว่า ชาวโมนาโกทำงานหาเงินมาได้เท่าไร ก็ได้เงินกลับเข้ากระเป๋าเกือบทั้งหมด
แน่นอนว่า ด้วยปัจจัยด้าน​ภูมิศาสตร์ และอัตราภาษีที่จูงใจเช่นนี้
โมนาโกจึงได้ดึงดูดเหล่าเศรษฐี, นักธุรกิจ รวมถึงคนดังระดับโลกมากมาย ให้เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อพักผ่อน หรือมาอยู่อาศัยในประเทศแห่งนี้เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไม ผู้คนที่อยู่อาศัยในโมนาโก มากกว่า 75% ถึงเป็นชาวต่างชาติ นั่นเอง
แล้วอะไรคือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้โมนาโกยกเลิกการเก็บภาษี ?
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 1863 หรือเมื่อ 160 ปีก่อน
เมื่อเจ้าหญิง Marie Caroline Gibert de Lametz แห่งโมนาโก
ตัดสินใจสร้างกาสิโน ภายในประเทศขึ้น ชื่อว่า “Monte Carlo”
โดยมีจุดประสงค์เพื่อกอบกู้และฟื้นฟูฐานะของประเทศ ที่ขณะนั้นกำลังเผชิญกับภาวะใกล้เสี่ยงล้มละลาย
ซึ่งแนวคิดของเจ้าหญิง Caroline ถือว่ามาถูกทาง
เพราะกาสิโนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เดินทางเข้าออกประเทศเป็นจำนวนมาก และสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาล
จนในปี 1869 โมนาโกมีรายได้จากกาสิโนมากจนเกินพอ
จึงได้ตัดสินใจประกาศยกเลิกการจัดเก็บภาษีรายได้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา
คำถามที่ตามมาก็คือ ถ้ารัฐบาลไม่เรียกเก็บภาษี แล้วเอาเงินจากไหนมาพัฒนาประเทศ ?
ภาครัฐมีรายได้มาจากธุรกิจที่รัฐเองเป็นผู้ผูกขาดสินค้าและบริการบางประเภท เช่น
ธุรกิจกาสิโน, ยาสูบ และไปรษณีย์
อีกทั้ง โมนาโกยังมีศักยภาพด้านธุรกิจการเงิน, การธนาคาร และการโรงแรม
รวมไปถึงรายได้จากการท่องเที่ยว และการจัดการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ระดับโลก เช่น
-การแข่งขันรถ Formula One Grand Prix
-งานซูเปอร์ยอช์ตชั้นนําของโลก Monaco Yacht Show
-สโมสรฟุตบอลชั้นนำในลีกฝรั่งเศสอย่าง AS Monaco
ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย จนสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ในทุก ๆ ปี
อย่างไรก็ตาม แม้ประชากรในโมนาโก จะไม่ต้องเสียภาษีรายได้
แต่ก็ต้องแลกกับการจ่ายค่าสินค้าและบริการ ที่มีราคาแพงมาก​​จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ส่งผลให้โมนาโก คือ หนึ่งในประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก
รวมถึงราคาอสังหาริมทรัพย์ของโมนาโก ก็มีราคาสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
แต่รัฐบาลก็ได้นำเงินส่วนนี้มาพัฒนาเรื่องความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้คนเช่นกัน
โดยที่โมนาโกจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ต่อการดูแลประชากร 100 คน
และมีกล้องวงจรปิดคอยสอดส่อง ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองตลอด 24 ชั่วโมง
นี่จึงทำให้อาชญากรรมในโมนาโกมีน้อยมาก จนแทบเป็นศูนย์
กลายเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
จะเห็นว่าโมเดลการบริหารประเทศแบบโมนาโก มีความน่าสนใจไม่น้อย
โดยเฉพาะนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ที่ไม่เหมือนใคร
จนกลายมาเป็นแม่เหล็กคุณภาพดี ในการดึงดูดเหล่ามหาเศรษฐี และนักธุรกิจให้เข้ามาสร้างความมั่งคั่ง และความเจริญให้กับประเทศ โดยแทบไม่ต้องพึ่งเงินภาษีแต่อย่างใด..
--------------------------------------------------------
(ad)กลุ่มบริษัทธนจิรากรุ๊ป (TANACHIRA) เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่นแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศได้แก่ Pandora (แพนดอร่า), Marimekko (มารีเมกโกะ), Cath Kidston (แคท คิดสตัน) และเจ้าของผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลผิวพรรณ สปาแบบองค์รวมรายแรกในไทยภายใต้แบรนด์ HARNN (หาญ), VUUDH (วุฒิ), HARNN Heritage Spa (หาญ เฮอริเทจสปา) และ SCape by HARNN (เอสเคป บาย หาญ) มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและในภูมิภาคกว่า 165 สาขา ภายใต้แนวคิด “Bring the Best of the Brand to the Best of Thailand”
https://www.facebook.com/TANACHIRA-GROUP-174055739828807/
#TANACHIRA
--------------------------------------------------------
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.