
Business
มรดก 6 แสนล้าน ภาษี 3 แสนล้าน สรุปดรามาภาษีมรดก 50% ทำไมตระกูล Samsung ต้องเสียมรดกครึ่งหนึ่งให้รัฐบาลเกาหลีใต้
13 พ.ค. 2026
มรดก 6 แสนล้าน ภาษี 3 แสนล้าน สรุปดรามาภาษีมรดก 50% ทำไมตระกูล Samsung ต้องเสียมรดกครึ่งหนึ่งให้รัฐบาลเกาหลีใต้ /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ว่า ในขณะที่คนไทยเราเสียภาษีมรดกสูงสุด 10% โดยคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทมาเท่านั้น
แต่เพดานภาษีมรดกของเกาหลีใต้มีอัตราเรียกเก็บสูงสุดถึง 50% สำหรับมรดกที่เกิน 3,000 ล้านวอน หรือประมาณ 66 ล้านบาท
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทายาท Samsung ต้องควักเงินจ่ายภาษีมรดกสูงถึงราว 267,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับการรับมรดกจากพ่อมูลค่าราว 660,000 ล้านบาท
เรื่องนี้นับเป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะนี่คือหนึ่งในการชำระภาษีมรดกที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และล่าสุดในปี 2026 นี้ ทายาท Samsung ก็ได้ชำระภาษีงวดสุดท้าย ครบเรียบร้อยแล้ว
ทั้งที่แชโบลคือกลุ่มธุรกิจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ แต่ทำไมรัฐบาลเกาหลีใต้ถึงเลือกใช้กฎหมายภาษีที่โหดจนทายาทต้องเสียทรัพย์สินไปครึ่งหนึ่ง ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
เมื่อพูดถึงคำว่าแชโบลในเกาหลีใต้ เรามักจะนึกถึงกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดยักษ์ เช่น Samsung, Hyundai, SK และ LG ที่เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ทั้งในแง่ของการจ้างงาน การส่งออก เทคโนโลยี และภาพลักษณ์ของประเทศ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง แชโบลก็เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ตระกูลเช่นกัน
ซึ่งก่อนหน้านี้ สถิติภาษีมรดกที่สูงสุดจากเกาหลีใต้ คือเคสของทายาทตระกูล LG ที่ต้องจ่ายภาษีมรดก 25,800 ล้านบาท เพื่อรับมรดกราว 50,000 ล้านบาทในปี 2018
แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ตัวเลขนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กไปทันที เมื่อคุณ Lee Kun-hee อดีตประธานกรรมการของ Samsung Group ได้เสียชีวิตลงในปี 2020
และทิ้งมรดกก้อนใหญ่ไว้ ทั้งหุ้นในบริษัทในเครือ Samsung อสังหาริมทรัพย์ และงานศิลปะล้ำค่าจำนวนมาก รวมมูลค่าราว 660,000 ล้านบาท
ทีนี้ เพื่อให้เข้าใจว่าทายาท Samsung ต้องเสียภาษีมรดกเท่าไร เราลองดูวิธีคำนวณภาษีมรดกแบบขั้นบันไดของเกาหลีใต้ โดยแปลงเป็นเงินบาททั้งหมดเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ
- มูลค่ามรดก ไม่เกิน 2 ล้านบาท คิดอัตราภาษี 10%
- มูลค่ามรดก 2-11 ล้านบาท คิดอัตราภาษี 20%
- มูลค่ามรดก 11-22 ล้านบาท คิดอัตราภาษี 30%
- มูลค่ามรดก 22-66 ล้านบาท คิดอัตราภาษี 40%
- มูลค่ามรดก 66 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราภาษี 50% ซึ่งแน่นอนว่าทั้งเหล่าทายาทแชโบล มักตกอยู่ในขั้นนี้
แต่ความพีกยังไม่จบอยู่แค่นั้น เพราะเกาหลีใต้ยังมีหมัดเด็ดอีกอย่าง สำหรับหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่
โดยหากทายาทได้รับมรดกเป็นหุ้นจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด หุ้นเหล่านั้นจะถูกประเมินมูลค่าเพิ่มอีก 20% ก่อนนำไปคำนวณภาษี
ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ถ้าหุ้นมีมูลค่า 100 บาท ฐานภาษีอาจถูกประเมินเป็น 120 บาท จากนั้นเมื่อนำไปคำนวณด้วยอัตราภาษีสูงสุด 50% ภาระภาษีในเชิงอัตราสูงสุดจึงอาจเทียบเท่าราว 60 บาท จากหุ้นเดิมมูลค่า 100 บาท
และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ Lee Jae-yong ที่จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของ Samsung Electronics และบริษัทในเครือ ทำให้เขาต้องหาเงินสดมาจ่ายภาษีมรดกสูงมาก รวม ๆ แล้วเป็นเงินราว 267,000 ล้านบาท
ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา คุณ Lee Jae-yong และครอบครัวก็ทยอยชำระภาษีมรดก ทั้งกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยใช้หุ้นเป็นหลักประกัน นำเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทในเครือ Samsung มาทยอยจ่ายภาษี
ฝั่งแม่ของเขาและน้องสาวทั้ง 2 คน ก็ทยอยขายหุ้น Samsung Electronics มูลค่ากว่า 64,000 ล้านบาท ในราคาต่ำกว่าตลาดเพื่อระดมทุน
นอกจากนั้น ครอบครัวยังส่งมอบผลงานศิลปะล้ำค่ากว่า 23,000 ชิ้น ทั้งภาพวาดของปิกัสโซและซัลบาโด ดาลีให้พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ และบริจาคเงินอีกกว่า 29,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดหย่อนภาระภาษีที่เหลือ
จนในที่สุด เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2026 บริษัท Samsung ก็ได้เผยว่า ครอบครัวสามารถชำระภาษีมรดกได้ครบถ้วน ถือเป็นการปิดฉากมหากาพย์ภาษีมรดกสูงที่สุดของเกาหลีใต้
ทีนี้ กลับเข้าสู่ประเด็นคำถามว่า ทำไมเกาหลีใต้ต้องเก็บภาษีมรดกเยอะมากขนาดนี้ ?
จริง ๆ แล้ว การเก็บภาษีมรดก ถูกเสนอให้ใช้เพื่อเป้าหมายหลัก ในเรื่องการช่วยกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ ให้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น
เกาหลีใต้จึงมองว่าหากปล่อยให้มีการส่งต่อทรัพย์สินและอำนาจแบบแทบไม่เสียภาษี ความมั่งคั่งจะกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ตระกูลตลอดไป เพราะเงินต่อเงินไม่สิ้นสุด ขณะที่คนจนแทบไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้เลย
ซึ่งนอกจากเกาหลีใต้แล้ว อีกประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บภาษีมรดกสุดโหด ก็คือญี่ปุ่น ที่มีเพดานภาษีสูงถึง 55% โดยทั้งสองประเทศนี้กำลังเผชิญวิกฤติที่คล้ายกัน นั่นคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด
เมื่ออัตราการเกิดใหม่ลดต่ำลงอย่างวิกฤติ จนจำนวนแรงงานที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและจ่ายภาษีในอนาคตลดน้อยลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อมาเติมเต็มงบประมาณที่ขาดหายไป
เพราะสิ่งที่ตามมาพร้อมกับสังคมคนชรา คือภาระรายจ่ายภาครัฐที่พุ่งสูงขึ้นมหาศาล ทั้งในด้านเงินบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเลือกใช้ภาษีมรดก เป็นเครื่องมือในการดึงความมั่งคั่งที่เคยกระจุกตัวอยู่กับคนรุ่นเก่า ให้กลับมาหมุนเวียนเป็นสวัสดิการเพื่อดูแลคนทั้งประเทศในอนาคตนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงในเกาหลีใต้ว่าภาษีมรดก 50% นั้นโหดร้ายเกินไป จนอาจทำให้ธุรกิจของบางครอบครัวล่มสลาย หรือทำให้เหล่ามหาเศรษฐีตัดสินใจหอบเงินย้ายประเทศหรือไม่
เพราะเคยมีกรณีของทายาทบริษัท Three Seven อดีตผู้ผลิตกรรไกรตัดเล็บชื่อดัง ที่ทายาทต้องขายบริษัททิ้ง เพราะไม่มีเงินจ่ายภาษีมรดก 300 ล้านบาท
แม้จะมีเสียงบ่นจากฝั่งนักธุรกิจ ในเชิงวัฒนธรรมและค่านิยม แต่คนเกาหลีใต้บางส่วนก็ยังมองว่าการจ่ายภาษีคือหน้าที่พื้นฐาน
อย่างเช่นทายาท Samsung ที่เมื่อชำระภาษีมรดกงวดสุดท้ายสำเร็จ ก็ออกมาแถลงว่า การจ่ายภาษีเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองที่ดี..
References :
- Business Insider, Korea Citation Index, Ask Korea Law, Korea Times