
Business
Amuse แบรนด์ลิปน้องวอนยอง ที่โตจาก 200 ล้าน เป็น 60,200 ล้านวอน ใน 6 ปี
22 พ.ค. 2026
Amuse แบรนด์ลิปน้องวอนยอง ที่โตจาก 200 ล้าน เป็น 60,200 ล้านวอน ใน 6 ปี /โดย ลงทุนเกิร์ล
หากใครเป็นสาย K-Beauty คงไม่มีใครไม่รู้จักลิปทินต์และลิปกลอสแพ็กเกจจิงสุดน่ารัก ที่หลายคนเรียกติดปากกันว่า “ลิปน้องวอนยอง” อย่างแน่นอน
แต่รู้หรือไม่ว่า แบรนด์ผู้อยู่เบื้องหลังความฮิตนี้อย่าง Amuse เคยเป็นเพียงแบรนด์เล็ก ๆ ที่มียอดขายแค่ 200 ล้านวอนหรือราว 4.3 ล้านบาท ในปี 2019
แต่ผ่านไปเพียง 6 ปี ยอดขายกลับพุ่งทะยานทะลุ 60,200 ล้านวอนหรือราว 1,300 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 300 เท่า
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ? และทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง CMG ถึงต้องคว้าแบรนด์นี้เข้ามาเสริมพอร์ต ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
แบรนด์ Amuse ถือกำเนิดขึ้นในปี 2018 จากโปรเจกต์ธุรกิจใหม่ของบริษัท Snow ที่ให้บริการแอปพลิเคชันกล้องถ่ายรูป ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือของ Naver
ในช่วงเริ่มต้น Amuse คือแบรนด์เล็ก ๆ ที่มีทีมงานไม่ถึง 10 คน แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อคุณ Lee Seung-min เข้ามารับตำแหน่งผู้นำฝ่ายการตลาด
และตัดสินใจปรับโฉมแบรนด์ใหม่เกือบทั้งหมด ตั้งแต่โลโกแบรนด์, สีสันของผลิตภัณฑ์, ดิไซน์บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงเครือข่ายการจัดจำหน่าย
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแทบจะยกชุดนี้ ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างรวดเร็ว จนในปี 2024 ถูก Shinsegae International ยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกของเกาหลีใต้เข้าซื้อหุ้น 100% ของ Amuse ด้วยมูลค่ากว่า 1,540 ล้านบาท
แล้วกลยุทธ์อะไรที่ทำให้ Amuse ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทน K-Beauty ระดับโลกได้ ?
1. เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
Amuse เลือกวางตำแหน่งอยู่ตรงกลาง ระหว่างแบรนด์ไฮเอนด์ตามห้างสรรพสินค้าและแบรนด์ราคาประหยัด โดยแบรนด์เน้นไปที่ความคุ้มค่า สร้างความพึงพอใจในราคาที่สมเหตุสมผล
2. First Mover ในตลาดเครื่องสำอางวีแกน
ย้อนกลับไปในปี 2020 เครื่องสำอางวีแกนที่มีสีสัน ที่ประสบความสำเร็จในตลาดยังมีน้อยมาก
จนกระทั่ง Amuse ชิงเปิดตัว Skin Tune Vegan Cushion เข้าสู่ตลาดนี้ และค่อย ๆ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยไอเทมอย่าง Jel-Fit Tint, Bebe Tint และ Ceramic Skin Perfector Cushion จนแบรนด์กลายเป็นผู้นำในตลาดเครื่องสำอางวีแกนได้สำเร็จ
3. พัฒนาสินค้าไว และดิไซน์โดนใจสายโซเชียล
Amuse ออกสินค้าใหม่เฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้งตามเทรนด์ที่มาไว มาพร้อมแพ็กเกจจิงที่น่ารัก ไซซ์กะทัดรัด ดึงดูดสายตา จนสาว ๆ ต้องถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียกันเป็นไวรัล
4. สวนกระแส ด้วยการขยายสาขาออฟไลน์
ขณะที่แบรนด์เครื่องสำอางอื่น ๆ พากันลดจำนวนสาขาในช่วงโควิด Amuse กลับเลือกเปิดหน้าร้านเพิ่มในปี 2022 ซึ่งกลยุทธ์ที่สวนกระแสนี้ช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคได้โดยตรง
กลับมาที่ปัจจุบัน Amuse ส่งออกสินค้าไปยัง 24 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหราชอาณาจักร, รัสเซีย, สหรัฐฯ, แคนาดา ซึ่งยอดขายกว่า 35% ของปีที่แล้วมาจากตลาดต่างประเทศ
สำหรับในประเทศไทย ล่าสุด บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้ประกาศคว้าสิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ Amuse อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว
การเดินเกมรุกของ CMG ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำ “K-Beauty Retailer” ในประเทศไทย
เนื่องจากตลาด Mass Colour Cosmetics ในไทยกำลังบูม มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 12% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 22,000 ล้านบาทในปี 2026 ซึ่ง Amuse จะเข้ามาตอบโจทย์เค้กชิ้นใหญ่นี้ได้ทันที
อีกทั้ง Amuse ยังเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยจุดยืน Lifestyle Beauty ที่ชัดเจน การนำแบรนด์นี้เข้ามาจึงช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอฝั่งบิวตีของ CMG ให้ทรงพลังและดึงดูดกลุ่ม Gen Z และ Millennials ได้มากขึ้น
โดยกลยุทธ์หลักของ CMG จะเป็นการสร้างการจดจำแบรนด์ และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์
ซึ่งสาวไทยก็ไม่ต้องรอพรีออร์เดอร์กันอีกต่อไป เพราะตอนนี้ CMG ได้เริ่มเปิดจุดขายแห่งแรกแล้วที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง Lazada และ Shopee ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา..
References :
- Maeil Business, CMG