
Business
Child CEO, Parent Employee เมื่อเด็กยุคนี้เก่งเทคโนโลยี จนขึ้นแท่น CEO จิ๋ว แล้วจ้างพ่อแม่เป็นพนักงาน
22 ก.ย. 2026
Child CEO, Parent Employee เมื่อเด็กยุคนี้เก่งเทคโนโลยี จนขึ้นแท่น CEO จิ๋ว แล้วจ้างพ่อแม่เป็นพนักงาน /โดย ลงทุนเกิร์ล
ภาพจำในอดีตของธุรกิจครอบครัว คงเป็นการที่พ่อแม่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมา แล้วรอจนลูกเติบโต ค่อยเปิดโอกาสให้เข้ามาเรียนรู้งานเพื่อส่งต่อกิจการ
แต่ปัจจุบันภาพจำนี้กำลังถูกสลับขั้ว เมื่อการเข้ามาของเทคโนโลยีและ AI ทำให้เด็กยุคนี้สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้มากขึ้น
จนเกิดเป็นปรากฏการณ์แบบใหม่ ที่ลูก ๆ ใช้ AI พัฒนาธุรกิจของตัวเอง ขึ้นแท่นเป็น CEO เอง แล้วจ้างพ่อแม่มาช่วยในฐานะพนักงาน
ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ในอดีต การจะตั้งบริษัทสักแห่งต้องอาศัยทั้งความรู้ เวลา ทุนทรัพย์ หรือการสั่งสมประสบการณ์จากการเป็นลูกน้องคนอื่นก่อนเพื่อเรียนรู้งานให้รอบด้าน
แต่ปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก ตอนนี้ AI สามารถช่วยทำงานหลายอย่างที่เมื่อก่อนต้องอาศัยคนหลายตำแหน่ง ตั้งแต่เขียนโคด ทำบัญชี วางแผนธุรกิจ ไปจนถึงทำภาพกราฟิกได้ภายในไม่กี่นาที
ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ตามทันและหยิบจับสิ่งเหล่านี้ได้ดีที่สุดก็คือเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่าง Gen Z และ Gen Alpha จนทำให้หลายคนฉายแววหัวการค้าตั้งแต่เด็ก
ยกตัวอย่างข่าวล่าสุดเลยคือ Raul John Aju หนุ่มน้อยวัย 16 ปีจากอินเดีย ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป AI แล้วจ้างพ่อของตัวเองมาเป็นพนักงาน
เขาเป็นหนุ่มน้อยจากครอบครัวธรรมดาในอินเดีย แต่ด้วยความที่สนใจเรื่อง AI ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เขาจึงใช้สิทธิ์การเข้าถึงเครื่องมือระดับพรีเมียม Adobe ฟรีจากงานของพ่อ
พออายุ 16 ปีเขาก็ก่อตั้งสตาร์ตอัปของตัวเองในชื่อ AI Technologies เพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องมือ AI ต่าง ๆ ปัจจุบันเขามีพนักงานในบริษัท 15 คน
แต่เรื่องที่น่าสนใจ คือหนึ่งในพนักงานนั้นเป็นคุณพ่อของเขา ที่เขาดึงพ่อเข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารและการดำเนินงาน โดยจ่ายค่าตอบแทนให้พ่อเดือนละประมาณ 69,500 บาท
เหตุผลเพราะพ่อของเขามีประสบการณ์ในบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Adobe, Wipro และ IBM ซึ่งตัว Raul John Aju ยอมรับกับสื่อว่าแม้เขาจะเก่ง AI แต่ก็ไม่ได้มีประสบการณ์ตรงเหมือนกับพ่อ
หรือจะเอาเป็นตัวอย่างแบบบ้าน ๆ ไม่มีเทคโนโลยีอะไรซับซ้อน และเคยกลายเป็นไวรัล อย่าง Li Yue สาวน้อยเถ้าแก่เนี้ยจากจีนวัย 12 ปี ผู้ซื้อร้านเครื่องเขียนและจ้างแม่ตัวเองมาเป็นพนักงาน
เธอรวบรวมเงินแต๊ะเอียสะสมประมาณ 200,000 บาทไปซื้อกิจการร้านเครื่องเขียนที่กำลังประกาศขาย เพราะมองว่าการฝากเงินไว้ในธนาคารได้ดอกเบี้ยต่ำเกินไปจนแพ้เงินเฟ้อ
จากนั้นจึงจ้างแม่ของเธอด้วยเงินเดือนประมาณ 15,000 บาท ให้ช่วยเฝ้าร้านช่วงเวลาที่เธอต้องไปเรียน แล้วค่อยกลับมาจัดการงานหลังบ้านช่วงค่ำหลังทำการบ้านเสร็จ
เธอศึกษาวิธีใช้เครื่องมือ AI ด้วยตัวเองเพื่อนำมาจัดการระบบบัญชีและทำสรุปรายรับ-รายจ่ายของร้าน ดีลซัปพลายเออร์ และคิดกลยุทธ์ต่าง ๆ เอง จนปัจจุบันร้านของเธอคืนทุนเป็นที่เรียบร้อย
ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งเคสที่อาจไม่ได้ตั้งใจจ้างพ่อแม่โดยตรง แต่เป็นการใช้ AI มาช่วยงานให้ครอบครัว อย่าง Mana Jampala เด็กสาววัย 12 ปี เชื้อสายอินเดีย-แคนาดา
เธอเริ่มสนใจ AI ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เริ่มต้นจากการเข้าแคมป์เขียนโปรแกรม Scratch ขยับไปเรียนภาษา Python จนสามารถชนะการแข่งขันวิทยาศาสตร์ระดับวิทยาลัยในประเทศอินเดียได้
พออายุ 11 ขวบ เธอไปที่ทำงานของพ่อและเห็นว่าพนักงานมักจะยุ่งมากจนพลาดการรับสายลูกค้าสำคัญ ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและรายได้จำนวนมาก
เธอจึงสร้าง Voxa ระบบผู้ช่วยเสียง AI ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การรับสาย ตอบคำถาม นัดหมาย บันทึกออร์เดอร์ร้านอาหาร ไปจนถึงสรุปบทสนทนาส่งให้หลังจบสายทันที
จะเห็นว่าการเติบโตของเทคโนโลยีไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีทำงาน แต่กำลังลดข้อจำกัดเรื่องอายุของการเริ่มต้นธุรกิจลงเรื่อย ๆ
นอกจากนั้นก็ยังสามารถดึงคนที่ไว้ใจได้มากที่สุดอย่างพ่อแม่ มาช่วยเติมเต็มประสบการณ์จริงที่ AI ยังทดแทนได้ยากและเด็ก ๆ ยังขาดอยู่
ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจจะได้เห็นข่าวของเด็กไทยรุ่นใหม่ ที่พัฒนา AI เจ๋ง ๆ จนเปิดบริษัทของตัวเอง และจ้างพ่อแม่มาช่วยงานแบบนี้บ้างเหมือนกัน..
References :
- The Times of India, Business Insider, South China Morning Post