Miyoko’s Creamery สตาร์ตอัป “ชีสและเนยวีแกน” ที่เคยถูกนักลงทุนมองข้าม
Business

Miyoko’s Creamery สตาร์ตอัป “ชีสและเนยวีแกน” ที่เคยถูกนักลงทุนมองข้าม

20 ส.ค. 2021
Miyoko’s Creamery สตาร์ตอัป “ชีสและเนยวีแกน” ที่เคยถูกนักลงทุนมองข้าม /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ ปัจจุบันตลาด Plant-based ในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าสูงถึง 1.7 แสนล้านบาทต่อปี
ซึ่งส่วนใหญ่เราก็มักจะนึกถึง เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชหรือนมทางเลือก
แต่อีกหนึ่งสินค้าในกลุ่ม ​​Plant-based ที่กำลังมาแรงไม่แพ้กัน ก็คือ “ชีสและเนยวีแกน”
โดยหนึ่งในแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับต้น ๆ ของสหรัฐอเมริกา ก็คือ Miyoko’s Creamery ที่ล่าสุดสามารถระดมทุนไปได้มากถึง 1,740 ล้านบาท
แต่ใครจะไปรู้ว่าในอดีต Miyoko’s Creamery กลับเคยถูกปฏิเสธจากนักลงทุน จนต้องปิดกิจการมาแล้วครั้งหนึ่ง
เรื่องราวของ Miyoko’s Creamery น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
Miyoko’s Creamery คือ บริษัทสตาร์ตอัปผู้ผลิตชีสและเนยวีแกนชั้นนำในสหรัฐอเมริกา
ที่ถูกก่อตั้งโดยคุณ Miyoko Schinner เชฟและนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น-อเมริกัน รวมถึงเธอยังเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวสิทธิ และเสรีเรื่องการทานอาหารวีแกนตัวยง
ซึ่งในปัจจุบัน Miyoko’s Creamery ได้เดินทางมาถึงปีที่ 7 แล้ว
และสามารถนำสินค้าไปวางขายในร้านค้าชั้นนำเกือบ 30,000 แห่ง
เช่น Target, Whole Foods, Walmart, Amazon
และยังส่งออกไปในประเทศแคนาดา, แอฟริกาใต้, ฮ่องกง และสิงคโปร์อีกด้วย
ด้วยความสำเร็จจาก Miyoko’s Creamery ที่คุณ Miyoko Schinner เป็นผู้ปลุกปั้นขึ้นมานั้น ก็ได้ส่งผลให้เธอกลายเป็นนักธุรกิจสาวที่ติดอยู่ในการจัดอันดับสำคัญ ๆ อย่างเช่น “The Future of Women” และ “Vegan Revolutionary” จากองค์การสหประชาชาติ (United Nations)
และล่าสุดในปี 2021 นี้ Forbes ก็ได้จัดอันดับให้คุณ Miyoko Schinner ติดอยู่ในทำเนียบ “50 Over 50” เพื่อเป็นการยกย่องผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป ที่ประสบความสำเร็จในสายงานต่าง ๆ หรือมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมได้อีกด้วย
แต่กว่าที่จะมีทุกวันนี้ได้ คุณ Miyoko Schinner เธอเคยผ่านช่วงเวลาที่ล้มเหลวมาก่อน..
ย้อนกลับไปในปี 1997 หรือเมื่อ 24 ปีที่แล้ว คุณ Miyoko Schinner เคยเปิดร้านอาหารวีแกน ในชื่อว่า “Now and Zen” และต่อมาก็ได้ขยายไลน์สินค้าให้มีความครอบคลุมมากขึ้น
แต่น่าเสียดายที่ธุรกิจนี้กลับไปไม่รอด เพราะคุณ Miyoko Schinner ดันสร้างธุรกิจนี้ขึ้นในตอนที่อาหารวีแกนยังไม่เป็นที่นิยม ทำให้นักลงทุนมองไม่เห็นถึงโอกาสในการเติบโต และไม่มีใครสนใจลงทุนกับธุรกิจนี้
เมื่อธุรกิจอาหารวีแกนของเธอมาก่อนกาล และไม่มีเงินทุนสำหรับเดินหน้าไปต่อ
สุดท้าย จึงต้องปิดตัวลงในปี 2003
แม้ว่าธุรกิจจะล้มเหลว แต่คุณ Miyoko Schinner ก็ยังไม่หันหลังให้กับอาหารวีแกนที่เธอหลงใหล
ดังนั้น ในปี 2012 เธอจึงหันไปเขียนหนังสือสอนทำอาหารวีแกน “Artisan Vegan Cheese” ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี จนทำให้เธอเขียนหนังสือสอนทำอาหารออกมาอีกหลายเล่ม และในปีเดียวกันนั้นเอง เธอได้ถูกเชิญให้เป็นหนึ่งในพิธีกรรายการอาหารวีแกน
ที่น่าสนใจคือ ช่วงทศวรรษ 2010 ผู้คนเริ่มหันมาทานอาหารวีแกนกันมากขึ้น
และดูเหมือนว่า โอกาสในการทำธุรกิจอาหารวีแกน ก็ได้กลับมาหาคุณ Miyoko Schinner อีกครั้ง
เรื่องราวการชุบชีวิตธุรกิจอาหารวีแกนของคุณ Miyoko Schinner จึงได้เริ่มต้นขึ้น
โดยคุณ Miyoko Schinner ได้เปลี่ยนชื่อร้านเป็น Miyoko’s Creamery อย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
และในปี 2014 แบรนด์ Miyoko’s Creamery ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ชีสและเนยวีแกน พร้อมกับเงินลงทุนก้อนแรกจำนวน 33 ล้านบาท จากคุณ Seth Tibbott เจ้าของร้านอาหารวีแกน
ซึ่ง “ชีสวีแกน” ของ Miyoko’s Creamery จะถูกหมักด้วยวัตถุดิบจากพืชเพียงแค่ 3 อย่าง
ได้แก่ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์, ข้าวโอ๊ต และถั่วลูกไก่ รวมทั้งใช้กรรมวิธีแบบดั้งเดิม ที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญในการทำชีส
ส่วน “เนยวีแกน” ของ Miyoko’s Creamery ก็ทำมาจากนมทางเลือกทั้งหมด จึงทำให้มีรสชาติดี ต่างจากเนยวีแกนอื่น ๆ ที่จะนิยมใช้น้ำมันและแป้งสตาร์ช (แป้งที่ถูกสกัดโปรตีนและไขมันออกจนหมด) เป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผลิตภัณฑ์ขาดสารอาหารและเสียรสชาติ
ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของ Miyoko’s Creamery จึงอุดมไปด้วยสารอาหาร
แต่ยังคงรสชาติ และเนื้อสัมผัสคล้ายกับชีสและเนยปกติ ในท้องตลาด
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ ก็มาถึงอีกครั้งในปี 2017
ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งโรจน์ของอาหารวีแกน ในสหรัฐอเมริกา และได้ส่งผลให้ ตลาดอาหาร Plant-based มีมูลค่าสูงถึง 6.7 หมื่นล้านบาท และตามมาด้วยการเติบโตของร้านค้าวีแกนต่าง ๆ
ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเอง Miyoko’s Creamery สามารถระดมทุนได้ถึง 200 ล้านบาท
และเพียงแค่ 2 ปี ก็สามารถขยายตลาดไปสู่ประเทศแคนาดาและออสเตรเลีย
แต่ความสำเร็จของบริษัทยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้
เพราะล่าสุด Miyoko’s Creamery สามารถระดมทุนในรอบ Series C ไปได้ถึง 1,740 ล้านบาท
โดยได้บริษัท PowerPlant Partners เป็นผู้ลงทุนหลัก
เมื่อเราอ่านมาจนถึงตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้ Miyoko’s Creamery ประสบความสำเร็จ ก็คงจะเป็น “เวลาที่เหมาะสม” ทำให้ธุรกิจของคุณ Miyoko Schinner เริ่มต้นใหม่ได้อย่างดี
แต่ “เวลา” ก็เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ที่ทำให้ธุรกิจ Miyoko’s Creamery คืนชีพได้อย่างสวยงาม
เพราะอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ธุรกิจ Miyoko’s Creamery เดินหน้าต่อมาได้อย่างทุกวันนี้ ก็คือ “ความหลงใหล”
ที่ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของเธอมี “คุณภาพที่ดี” และ “ใส่ใจ” ในทุกขั้นตอนการผลิต
ซึ่งกว่าจะเป็นชีสหนึ่งก้อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องใช้เวลาในการเพาะบ่มอย่างทะนุถนอม
และหากเป็น “ชีสวีแกน” ก็ยิ่งต้องถูกใส่ใจมากกว่า เพราะต้องให้รสชาติคล้ายกับชีสที่คนคุ้นเคย
นอกจากนั้นบริษัทยังมีเครื่องหมาย B Corp เพื่อยืนยันว่าเป็น “บริษัทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” จาก B Lab องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ที่เคยออกใบรับรองให้แบรนด์ดัง ๆ อย่าง Patagonia และ Ben & Jerry’s
เรื่องราวของ Miyoko’s Creamery คงกำลังบอกว่า
เมื่อหาธุรกิจที่ใช่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่สำเร็จ
เราแค่ต้องรอเวลาที่ใช่ เท่านั้นเอง..
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.