Glam Seamless แบรนด์ผมปลอม ที่เริ่มต้นจาก เงินหลักหมื่น สู่ยอดขาย 600 ล้าน
Business

Glam Seamless แบรนด์ผมปลอม ที่เริ่มต้นจาก เงินหลักหมื่น สู่ยอดขาย 600 ล้าน

22 ธ.ค. 2021
Glam Seamless แบรนด์ผมปลอม ที่เริ่มต้นจาก เงินหลักหมื่น สู่ยอดขาย 600 ล้าน / โดย ลงทุนเกิร์ล
ผู้หญิงหลายคน เมื่อต้องออกงาน หรืออยากแต่งตัวปัง ๆ
ก็มักจะปวดหัวไปกับคำถามที่ว่า วันนี้จะทำผมทรงไหนดี ?
ยิ่งถ้าเป็นคนผมน้อย ผมบางด้วยแล้ว ปัญหานี้ยิ่งหนักอกหนักใจ จนสุดท้ายต้องหันไปพึ่งบริการร้านเสริมสวย
แต่กว่าจะทำผมเสร็จ ก็อาจจะหมดไปแล้วครึ่งวัน แถมค่าใช้จ่ายในการทำผมแต่ละครั้งก็ไม่ใช่น้อย ๆ
ซึ่งถ้าจะให้เข้าร้านทำผมทุกครั้ง ก็เกรงว่าเงินในกระเป๋าคงจะหมดไปเสียก่อน
จากเรื่องราวตรงนี้ ทำให้เกิดเป็นแบรนด์ต่อผมปลอมสำเร็จรูป Glam Seamless ขึ้นมา
โดยแบรนด์นี้ ที่ใช้เงินลงทุนเพียง 33,000 บาท แต่สามารถทำรายได้ถึง 660 ล้านบาท
แล้วเรื่องราวของแบรนด์นี้น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟังค่ะ
แบรนด์ Glam Seamless ก่อตั้งโดยคุณ Alexandra Cristin ที่เกิดมาในครอบครัวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว และไม่ได้มีฐานะดี จนถึงขนาดไม่มีเงินเพียงพอ สำหรับการใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยซ้ำ
โชคดีที่เธอได้รับทุนการศึกษาจาก Milton Hershey ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำที่คอยอุปถัมภ์เด็กกำพร้าและเด็กยากไร้ ให้มีการศึกษา จึงสามารถเรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้
โดยคุณ Alexandra ตัดสินใจเรียนด้านธุรกิจ ที่ Pace University ซึ่งอยู่ในนิวยอร์ก
ซึ่งในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย เธอก็ได้เห็นชีวิตของเพื่อน ๆ ในคณะ ที่ทางบ้านมีเงินคอยสนับสนุน ให้สามารถใช้ชีวิตไล่ตามความฝัน เป็นเจ้าของแบรนด์ของตัวเองได้
ทำให้เธอรู้สึกว่า ไม่ใช่ทุกคน ที่สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้
เพราะบางคนเกิดมาในครอบครัวที่ดี มีฐานะ ถึงจะทำธุรกิจแล้วล้ม ส่วนใหญ่ก็เป็นการล้มบนฟูก อาจจะไม่เจ็บมากเท่าไร แค่ลุกขึ้น ปัดฝุ่น ก็เดินหน้าต่อไปได้แล้ว
แต่สำหรับตัวเธอมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะเธอเกิดมาในครอบครัวที่ขัดสน แค่เงินที่จะใช้ชีวิต ก็แทบจะไม่พอแล้ว ถ้าเจียดเงินมาลงทุนได้ คงต้องระมัดระวังมาก เนื่องจากอาจจะไม่มีโอกาสที่ 2 อีกแล้ว
เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ เธอจึงคิดว่า ถ้าเธอเป็นเจ้าของธุรกิจบ้าง เธอจะต้องทำในสิ่งที่ต่างออกไป
ที่สำคัญ การที่เธอไม่มีสิทธิพิเศษทางครอบครัว ยังทำให้เธอต้องฮึดสู้ให้มากกว่าคนอื่น
เมื่อตัดสินใจและมีแรงมุ่งมั่นพร้อมแล้ว เส้นทางธุรกิจของเธอจึงได้เริ่มต้นขึ้น
โดยธุรกิจของคุณ Alexandra เกิดมาจากตอนที่เธอได้เป็นนางแบบตั้งแต่อายุ 18 ปี และได้รู้จักกับ “การต่อผม”
แต่เธอก็สังเกตว่า สไตลิสต์ทุกคนที่เธอเคยคุยด้วย ต่างก็เจอปัญหาเดียวกัน นั่นคือ สีผมของนางแบบ
โดยการต่อผมให้เนียน จำเป็นจะต้องหาผมปลอม ที่มีสีผมเข้ากับสีผมของนางแบบให้ได้มากที่สุด ซึ่งความยากอยู่ที่ นางแบบ 100 คน สีผมต่างกัน 100 สี
และในทางปฏิบัติ ก็ไม่สามารถเดินเข้าไปในร้าน หยิบผมออกมา แล้วได้สีที่เข้ากันเป๊ะกับผมของนางแบบเลย ต้องมีการเลือกเอาสีนู้นมาผสมสีนี้ เพื่อให้ได้สีที่ใกล้เคียงที่สุด
หรือในบางครั้ง สไตลิสต์ต้องวิ่งหาตัวแทนขายสินค้า สั่งซื้อทางโทรศัพท์ และรอสามหรือสี่วัน เพื่อสั่งซื้อผมปลอมมาใช้
ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จนกลายมาเป็นต้นทุนทางธุรกิจ
นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว ในขณะที่คุณ Alexandra กำลังทำผมที่ร้านแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ได้เหลือบไปเห็นผู้หญิงข้าง ๆ ที่กำลังต่อผมอยู่ แล้วรู้สึกทึ่งกับความเป็นธรรมชาติ และผลลัพธ์ที่ออกมาดูดี เนียนแบบไร้รอยต่อ
เธอจึงสนใจและต้องการจะต่อผมแบบนั้นบ้าง แต่เมื่อทางร้านบอกถึงค่าใช้จ่ายในการทำผมลักษณะนี้
คุณ Alexandra กลับต้องผิดหวัง เพราะเธอไม่มีเงินมากพอ
จากปัญหาที่เธอได้รับรู้มาจากวงการสไตลิสต์ และค่าต่อผมที่แพงหูฉี่ ทำให้เธอตัดสินใจว่า เธอจะทำแบรนด์ผมปลอมคุณภาพดี ในราคาที่จับต้องได้
จึงเกิดเป็นแบรนด์ Glam Seamless ขึ้นมา ในปี 2012 และใช้เงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 33,000 บาท
แต่ก็เรียกได้ว่า คุณ Alexandra จับความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี
เพราะในปีแรกที่เปิดตัว ทางแบรนด์ก็สามารถขายสินค้าได้กว่า 100,000 ชิ้น
ซึ่งพอธุรกิจของเธอเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว เธอจึงคิดว่าการเปิดร้านในนิวยอร์ก น่าจะเป็นความคิดที่ดี แต่ความจริงนั้นไม่ใช่เลย เพราะในบางเดือนหน้าร้านแทบไม่สามารถทำยอดขายได้เลย
และเมื่อหากย้อนเวลากลับไปได้ คุณ Alexandra ได้กล่าวไว้ว่า เธอจะไม่ทำแบบนั้นแน่นอน
ถึงแม้ว่าครั้งนั้น จะเป็นการตัดสินใจที่ดูเหมือนจะผิดพลาดไปสักเล็กน้อย
แต่นั่นก็ทำให้เธอเห็นการเติบโตอีกช่องทาง นั่นคือ ช่องทางออนไลน์
โดยช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางที่ทำรายได้ได้ดี และคู่แข่งในตลาดก็ยังมีไม่มากนัก
เธอจึงหันมาโฟกัสกับฝั่งออนไลน์เป็นหลัก
หลังจากนั้น 3 ปี Glam Seamless ก็สามารถทำรายได้ถึง 67 ล้านบาท
และในปี 2019 กิจการได้ถูกซื้อไปโดย Beauty Industry Group รวมถึงกวาดรายได้ไปกว่า 660 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงสงสัยว่า อะไรที่ทำให้ธุรกิจของคุณ Alexandra ประสบความสำเร็จขนาดนี้ ?
เริ่มแรกคือ การนำความรู้ที่มีอยู่ มาต่อยอดให้แตกต่าง
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าแบรนด์นี้เกิดมาจาก Pain Point ของคนที่ต้องการติดผมปลอม ในราคาที่จับต้องได้
ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว แบรนด์ผมปลอมสำเร็จรูปนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย ดังนั้นทางคุณ Alexandra จึงคิดว่าแบรนด์ของเธอจะทำอย่างไรให้แตกต่าง ไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะถ้าเลียนแบบคนอื่นที่มีในท้องตลาดอยู่แล้ว เธอคงไม่ประสบความสำเร็จเท่านี้
นอกจากนั้น เธอยังเห็นช่องว่างที่มีอยู่ในตลาด คือ ไม่ใช่แค่คนทั่วไป ที่กำลังมองหาผมปลอมคุณภาพ ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่ยังมีช่างทำผมและผู้เชี่ยวชาญด้านร้านเสริมสวย ที่ต้องการซื้อผมให้กับลูกค้าในราคาที่เหมาะสมด้วย
เธอจึงใช้กลยุทธ์นี้ในการทำ Glam Seamless ผ่านการตั้งเป้าหมายในการขายผมปลอมคุณภาพสูง ในราคาไม่แพงทางออนไลน์ รวมถึงออกสินค้ามาตอบโจทย์ปัญหาผมของแต่ละคนให้ได้มากที่สุด
เช่น มีผมให้เลือกกว่า 100 สี ในความยาว ผิวสัมผัส และรูปแบบที่หลากหลาย ไปจนถึงวิธีการติดผมปลอมก็มีให้เลือกทั้งแบบแผ่นแปะ หรือเชือกมัด ทำให้แบรนด์มีสินค้าที่ตรงใจผู้บริโภคมากที่สุด
กลยุทธ์ต่อมาก็คือ การใช้สื่อออนไลน์ให้เป็นประโยชน์
ด้วยความที่เธอมีเงินมาเริ่มต้นธุรกิจนี้เพียงหลักหมื่นบาท เธอจึงไม่มีเงินมากพอไปจ้างบริษัทโฆษณา หรือ ดาราเซเลบริตีดัง ๆ มาช่วยทำการตลาดให้
เธอจึงต้องใช้เครื่องมือและทรัพยากรที่ฟรี เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ให้ได้
และทรัพยากรนั้น ก็คือ โซเชียลมีเดีย
คุณ Alexandra เปิดเผยว่า YouTube และ Instagram เป็นสองแพลตฟอร์ม ที่เอื้อต่อความสำเร็จของเธอมากที่สุด เพราะเธอได้เพิ่มยอดขาย Glam Seamless ผ่านการให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์
เช่น ถ้าลูกค้าต้องการเรียนรู้อะไรก็ตาม ตั้งแต่การเลือกการต่อผมที่ถูกต้องไปจนถึงวิธีการต่อผม ทาง Glam Seamless ก็พร้อมที่จะให้คำตอบในวิดีโอบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
สิ่งนี้ทำให้ลูกค้าของแบรนด์เห็นว่าแบรนด์ใส่ใจในการตอบคำถาม หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่การอยากขายสินค้าให้จบ ๆ ไปเท่านั้น
และสุดท้ายคือ การรักในสิ่งที่ทำ
เพราะทรัพยากรฟรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราในฐานะผู้ประกอบการ คือตัวเราเอง
ดังนั้นถ้าเรารักงานที่เราทำ เราก็จะเต็มใจที่จะทำงานหนัก โดยไม่สนใจว่าจะใช้เวลานานเท่าใด
เพื่อพาเป้าหมายและความฝันของเราให้ไปสู่ความสำเร็จได้
เรื่องนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะไม่ว่าชีวิตเราจะลำบากขนาดไหน แต่ถ้าเรามีความฝันและกล้าที่จะลงมือทำ นำช่องโหว่หรือปัญหาต่าง ๆ มาต่อยอดเป็นธุรกิจ
สิ่งนี้อาจจะช่วยพลิกชีวิตเราจากหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นได้
เหมือนที่คุณ Alexandra สามารถหลุดพ้นจากความยากจน
และกลายมาเป็นผู้สร้างแบรนด์ ที่มียอดขายหลักร้อยล้านอย่างในทุกวันนี้..
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.