ส่องแนวคิดการทำแบรนด์รักษ์โลก จาก Ira เครื่องสำอางแบรนด์ไทย
Health
&
Beauty

ส่องแนวคิดการทำแบรนด์รักษ์โลก จาก Ira เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

ลงทุนเกิร์ล x Ira
รู้หรือไม่? ว่าแพ็กเกจจิงที่ผลิตจากกระดาษนั้นมีต้นทุนสูงกว่าแพ็กเกจจิงจากพลาสติก
และการเลือกใช้ส่วนผสมที่ได้จากธรรมชาติแท้ 100% ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์นั้นสูงยิ่งขึ้น
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แบรนด์รักษ์โลกหลายแบรนด์มีราคาสินค้าที่สูง
เพราะต้นทุนการผลิตที่มากกว่าแบรนด์ทั่วไปเกือบ 2 เท่า
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้กลับไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับแบรนด์เครื่องสำอาง Ira
ที่อยากนำเสนอสิ่งดี ๆ จากธรรมชาติ มามอบให้กับทุกคน โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แล้ว Ira ใช้วิธีไหนในการดูแลโลกพร้อมกับส่งมอบสินค้าดี ๆ ให้กับลูกค้า ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
Ira อ่านว่า ไอรา มีความหมายในภาษาสันสกฤตว่า “โลก หรือผู้ดูแลโลก”
จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Ira มาจากคุณธนิดา ดลธัญพรภคภพ หรือคุณเมย์
ซึ่งเดิมทีคุณเมย์ไม่ได้คิดว่าอยากจะสร้างธุรกิจของตัวเอง แต่ด้วยคำชวนของเพื่อน
ทำให้เธอตัดสินใจลองซื้อของไปขายตามร้านอาหารจีน ซึ่งเป็นศูนย์รวมของนักท่องเที่ยวจีน
สินค้าที่นำมาขายในตอนนั้นมีตั้งแต่ สินค้าจำพวกสบู่สมุนไพร, น้ำมันจากธรรมชาติ และลิปมัน
ซึ่งผลตอบรับที่ได้ถือว่าดีมากทีเดียว แต่นั่นก็ไม่ทำให้คุณเมย์หยุดอยู่แค่นั้น
ด้วยความที่คุณเมย์หลงใหลในส่วนผสมจากธรรมชาติอยู่แล้ว และยังเป็นคนที่ให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็ก
เธอสังเกตว่า กลุ่มสินค้าออร์แกนิกในตลาด มักมีราคาสูงกว่าสินค้าปกติ ทำให้หลายคนไม่สามารถเข้าถึงสินค้ากลุ่มนี้ได้
คุณเมย์จึงอยากทำแบรนด์ของตัวเอง เพื่อผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของเธอ
แบรนด์​ Ira จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2016 โดยมีสินค้าชิ้นแรกคือ ลิปบาล์มแบบตลับ กลิ่นข้าวเหนียวมะม่วง
ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีทั้งกับชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะเป็นสินค้าที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร
แต่ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงจากลูกค้า ที่มองว่าลิปบาล์มแบบตลับใช้งานยุ่งยากเกินไป
บางคนก็กังวลในเรื่องความสะอาดจากการใช้งาน
คุณเมย์จึงได้นำเอาความคิดเห็นของลูกค้า มาปรับและพัฒนาแพ็คเกจจิงใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น
โดยยังยึดมั่นในแนวความคิดที่ต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม และได้ออกผลิตภัณฑ์ชิ้นต่อมา
ที่เป็นยังคงเป็นลิปบาล์มอยู่ แต่เป็นลิปบาล์มที่มาในรูปแบบของแท่ง
ซึ่งความพิเศษของลิปบาล์มรุ่น Ira Eco Tube คือแพ็กเกจจิง ที่ปราศจากการเคลือบพลาสติก
ที่สำคัญเมื่อใช้จนหมดยังสามารถนำไปฝังกลบให้ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
ซึ่ง Ira ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ของไทยที่ริเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์แท่งกระดาษแบบนี้
แต่เมื่อโลกเดินทางมาเจอกับวิกฤติโรคระบาด ส่งผลให้คุณเมย์เห็นความลำบากของเกษตรกรชาวไทย
จึงพยายามช่วยอุดหนุนสินค้าจากเกษตรกร แล้วนำมาแจกให้กับลูกค้าของ Ira
เมื่อเวลาผ่านไปและสถานการณ์โรคระบาดก็ไม่ได้มีท่าทีจะดีขึ้น คุณเมย์จึงเปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือ
จากเดิมที่อุดหนุนสินค้าแล้วนำมาแจก มาเป็นการใช้ส่วนผสมที่ได้จากประเทศไทยแทน
จากเดิมทีสินค้าของ Ira จะใช้วิธีนำเข้าส่วนผสมจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่
อย่าง Ira Vegan Tinted ลิปบาล์มมีสี ก็ใช้ส่วนผสมที่มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกา
แต่พอมาถึง Ira Moisture Lock Lip Gloss with Enfleurage Oil
คุณเมย์เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่นำเอาเมล็ดกาแฟสายพันธุ์อะราบิกา จากบ้านดอยแม่ลัว จังหวัดแพร่ และน้ำมันมะพร้าวออร์แกนิกจากจังหวัดสมุทรสาครเป็นส่วนผสม เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยในระยะยาว
และเมื่อไม่นานมานี้ Ira ก็ได้จัดอีเวนต์พิเศษ เพื่อเล่าถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และแนวทางแก้ไข
พร้อมเปิดตัวสินค้า Holistic Lip Scrub & Mask ที่คุณเมย์ซุ่มทำเป็นเวลากว่า 2 ปี
เพราะติดปัญหาเกี่ยวกับแพ็กเกจจิงที่ไม่มีโรงงานไหนสามารถรับผลิตได้ในแบบที่คุณเมย์ต้องการ
สาเหตุที่เป็นแบบนั้น ก็เพราะคุณเมย์ต้องการแพ็กเกจจิงที่ทำจากไม้ไผ่ แต่อยากให้ลิปด้านใน
สามารถถอดเปลี่ยนได้ เพื่อให้เวลาที่ลูกค้าใช้ลิปหมดแท่ง สามารถเก็บปลอกเดิมไว้ และซื้อลิปแบบรีฟิลมาเติม
กระทั่งคุณเมย์เจอโรงงานที่ยอมรับผลิต เธอก็ต้องยอมกัดฟันจ่ายเงินค่าแม่พิมพ์ เกือบหนึ่งแสนบาท
โดยเธอให้เหตุผลว่า “Ira ไม่ได้ทำสินค้ามาเพื่อแค่ขาย แต่ทำสินค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม”
ฉะนั้นต่อให้ต้นทุนของ Ira จะต้องเพิ่มขึ้น เธอก็พร้อมที่จะสละกำไรเล็กน้อย
เพื่อให้คนที่อยากใช้สินค้าจากธรรมชาติ ได้ใช้สินค้าคุณภาพในราคาย่อมเยา
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า การที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูง และขายในราคาที่ลูกค้าจับต้องได้
จะเป็นความท้าทายแค่ไหน ในมุมเจ้าของธุรกิจ​
คุณเมย์ตอบคำถามนี้อย่างน่าสนใจว่า
“ในยุคที่ผู้ประกอบการต้องฟังเสียงลูกค้าเสมอ Ira เองก็เช่นกัน​ สินค้าทุกชิ้นของ Ira มาจากการฟังเสียงลูกค้า แล้วมาพัฒนาเป็นสินค้าในแบบที่ทุกคนชอบ”
คุณเมย์ยอมรับว่า ในช่วงแรก ก็มีเสียงสะท้อนของลูกค้าที่บอกว่า สินค้ารักษ์โลกจริง แต่ไม่รักลูกค้าเลย ใช้งานยาก
แต่พอเวลาผ่านไป ลูกค้าก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น และหันมาสนับสนุนแบรนด์ Ira จนแบรนด์สามารถครองใจได้ทั้งลูกค้าปัจจุบัน และมีลูกค้าหน้าใหม่ให้ความสนใจเข้ามาทำความรู้จักอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องต้นทุนที่สูง คุณเมย์มองว่า เมื่อเทรนด์รักษ์โลกยิ่งเป็นที่นิยม ต้นทุนหลาย ๆ อย่างก็น่าจะถูกลง
“เมย์อยากทำให้ธุรกิจของเมย์เติบโตไปพร้อม ๆ กับทุกคน ไม่ใช่แค่กับลูกค้าอย่างเดียว
แต่รวมถึงทุก ๆ คนในสังคม เพราะมนุษย์เราจะอยู่ไม่ได้ ถ้าหากเราไม่นึกถึงคนอื่นเลย”
จะเห็นว่า เรื่องราวของแบรนด์ Ira และคุณเมย์ ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ​
เพราะในขณะที่หลายธุรกิจอาจจะมอง “กำไร” เป็นเป้าหมายหลัก แต่ Ira มองว่า “ทุกคนในสังคม” คือเป้าหมายหลัก
เพราะเมื่อแบรนด์สามารถเติบโตไปพร้อม ๆ กับผู้คน ทุกอย่างก็จะเกื้อกูลกัน
และกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตไปพร้อม ๆ กับโลกที่น่าอยู่ขึ้นในทุก ๆ วัน นั่นเอง..
Reference:
-สัมภาษณ์ตรงกับคุณธนิดา ดลธัญพรภคภพ เจ้าของแบรนด์ Ira
© 2022 Longtungirl. All rights reserved.