
Business
<อัปเดต> LA GLACE แบรนด์ไทยขวัญใจ Gen Z ปี 67 รายได้ 420 ล้านบาท ปี 68 รายได้ 860 ล้านบาท
12 มิ.ย. 2026
ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงนี้กระแส T-Beauty หรือความงามแบบสาวไทย กลายเป็นเทรนด์หลักที่ผลักดันให้ธุรกิจความงามไทย มีโอกาสเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ
หนึ่งในแบรนด์ความงามไทยที่มาแรงสุด ๆ ในช่วงไม่กี่ปีนี้คงหนีไม่พ้น “LA GLACE” ที่มีสินค้าขายดีอย่าง โทนเนอร์แพด, บลัชดำ และลิปสติกแบบแท่งปากกา
จุดเริ่มต้นของ LA GLACE เริ่มขึ้นในปี 2560 โดยคุณไอติม-เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์ และคุณเฟรนฟราย-ทิวาทัพพ์ ธรารักษ์อนันต์
คู่รักนักศึกษาที่อยากหารายได้เสริม จึงเริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนให้กับแบรนด์เครื่องสำอางออนไลน์แบรนด์หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา
โดยสินค้าตัวแรกคือ เบสเมกอัปผสมกันแดด ที่บางเบา ทาแล้วผิวใสเหมือนกระจก ซึ่งก็ขายดีมาก แต่สินค้าที่จุดกระแสให้แบรนด์โด่งดังสุด ๆ คือบลัชดำ ที่จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูโทนต่าง ๆ ตามค่า pH ของผิว
เมื่อสินค้าถูกรีวิวโดยอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียมากขึ้น ก็ทำให้แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง บวกกับคุณไอติมที่มักออกมาพูดถึงความตั้งใจในการผลิตสินค้าของตัวเองเสมอ ทำให้เกิดเป็น Personal Branding ที่คนจดจำได้
แม้ระหว่างทางของ LA GLACE ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เคยประสบปัญหาทั้งโดนโกง ผิดพลาดมากมายเสียหายจนเกือบหมดตัว ถึงขั้นที่คุณไอติมเกือบล้มเลิกธุรกิจ แต่เธอก็ตัดสินใจลุกขึ้นสู้อีกครั้ง จนทำให้แบรนด์เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
หากดูผลประกอบการของ บริษัท ไอดีล แอนด์ มาเวลลัส เท็น จำกัด
ปี 2566 รายได้ 401 ล้านบาท กำไร 108 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 420 ล้านบาท กำไร 38 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 860 ล้านบาท กำไร 68 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 420 ล้านบาท กำไร 38 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 860 ล้านบาท กำไร 68 ล้านบาท
จะเห็นว่าในปีที่ผ่านมา LA GLACE ทำรายได้เติบโตมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แล้วคุณไอติมทำอย่างไรให้ LA GLACE ทำรายได้หลักร้อยล้านบาทได้ในทุกปี ?
ข้อแรกคือ การสร้าง Branding ให้เป็นที่จดจำ
สิ่งที่ทำให้เราจดจำ LA GLACE ได้ คือ Character ของแบรนด์ที่สะท้อนให้เห็นภาพของสาวแซ่บ เปรี้ยวซ่า
เมื่อเห็นแวบแรกก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผลิตภัณฑ์ โฆษณา หรือเป็นบูทของ LA GLACE
เมื่อเห็นแวบแรกก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผลิตภัณฑ์ โฆษณา หรือเป็นบูทของ LA GLACE
จากแก่นของแบรนด์ที่สื่อถึงคือ “ความมั่นใจ” และต้องการเป็นตัวช่วยเสริมจริตให้ลูกค้ากล้าแสดงออก จึงออกมาเป็น Key Visual และสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
ถัดมาคือ การพัฒนาสินค้าด้วย “สูตร 50-50”
คุณไอติมได้เปิดเผยว่าสูตรการพัฒนาสินค้าของ LA GLACE คือ สูตร 50-50 โดย 50% แรก จะเป็น Fresh Idea ที่ลองผิดลองถูก ตามใจตัวเอง ได้ไอเดียมาจากในช่วงที่ปล่อยใจ ไม่กดดันตัวเอง
คุณไอติมได้เปิดเผยว่าสูตรการพัฒนาสินค้าของ LA GLACE คือ สูตร 50-50 โดย 50% แรก จะเป็น Fresh Idea ที่ลองผิดลองถูก ตามใจตัวเอง ได้ไอเดียมาจากในช่วงที่ปล่อยใจ ไม่กดดันตัวเอง
ที่เหลือ 50% จะมาจากเทรนด์และวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า เช่น ตอนเทรนด์ผิวฉ่ำมาแรง คุณไอติมก็นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เมกอัปแบบดิวอี้
สุดท้ายคือ การสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง
คุณไอติมยังให้ความสำคัญกับทีมคอนเทนต์มาก จนกลายเป็นหนึ่งในทีมที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท ทีมงานจะใช้ Data เพื่อวิเคราะห์และจับจุดว่าคอนเทนต์แบบไหนจะปัง ถูกจุด และฮิต
นอกจากนี้ ยังเน้นการใช้ Wording ที่กระตุ้นความอยากรู้ของผู้บริโภค เช่น ป้ายโฆษณา Toner Pad ที่ใช้คีย์เวิร์ดอย่าง “แปะก่อนแต่ง” ซึ่งสร้างความสงสัย และทำให้เกิดการค้นหาตามมาอย่างมหาศาล
อีกทั้งยังมีทีมงานมากฝีมือด้านอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ช่วยกันเสริมและผลักดันให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า LA GLACE ถือเป็นแรงบันดาลใจของธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่กล้าลงมือทำ กล้าผิดพลาดแต่ไม่ยอมแพ้ และลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนแนวทางเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ
จึงไม่แปลกใจ ที่เมื่อใครนึกถึงตัวอย่างธุรกิจที่เกิดจากพลังของคนกลุ่ม Gen Z รายได้ร้อยล้านบาท ชื่อของ LA GLACE จะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครหลายคนนึกถึงเสมอ..
Reference :
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า