
Business
รู้จัก Funflation เมื่อความสุขราคาแพงขึ้น แต่คนยังไม่ยอมตัดงบงานอดิเรก
7 ต.ค. 2026
รู้จัก Funflation เมื่อความสุขราคาแพงขึ้น แต่คนยังไม่ยอมตัดงบงานอดิเรก /โดย ลงทุนเกิร์ล
ในช่วงที่เงินเฟ้อทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น หลายคนอาจเริ่มรัดกุมค่าใช้จ่าย ลดการกินข้าวนอกบ้านหรือซื้อของชิ้นใหญ่
แต่มีรายจ่ายอยู่หมวดหนึ่ง ที่หลายคนยังยอมควักเงินจ่าย แม้รู้ว่ามันกำลังแพงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ “ค่าใช้จ่ายเพื่อความสนุก”
ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออุปกรณ์กีฬา, วิดีโอเกม, หนังสือ หรืออุปกรณ์ทำงานคราฟต์ฝีมือ ไปจนถึงค่าน้ำมันสำหรับขับรถเดินทางไปพักผ่อนในช่วงวันหยุด ซึ่งพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบนี้มีชื่อเรียกว่า “Funflation”
แล้วเรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
Funflation มาจากการผสมคำว่า Fun และ Inflation ใช้เรียกภาวะที่ต้นทุนของกิจกรรมเพื่อความสนุก ความบันเทิง การท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มสูงขึ้น
จากข้อมูลของ Bank of America พบว่า ในเดือนสิงหาคม 2026 มีการใช้จ่ายในหมวดงานอดิเรกที่ครอบคลุมตั้งแต่ร้านขายอุปกรณ์ศิลปะและงานคราฟต์ รวมถึงร้านจำหน่ายอุปกรณ์อย่างสกี, เดินป่า, แคมปิง และดำน้ำ เติบโตขึ้นราว 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ซึ่งตัวเลขนี้สูงเป็น 2 เท่า ของอัตราการเติบโตในการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงที่ 3.4% หมายความว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกันไม่เพียงแค่ซื้อสินค้าที่เกี่ยวกับงานอดิเรกมากขึ้น แต่ยังต้องจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้นด้วย
ขณะเดียวกัน ตามรายงานการค้าปลีกรายเดือนจาก U.S. Census Bureau พบว่า ยอดขายของร้านจำหน่ายอุปกรณ์กีฬา, งานอดิเรก, เครื่องดนตรี และหนังสือ เพิ่มขึ้น 10.7% ในรอบปี (ถึงเดือนสิงหาคม)
สูงกว่าการเติบโตของยอดขายปลีกและบริการด้านอาหารของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 6% ในช่วงเวลาเดียวกันเสียอีก
แล้วในวันที่ค่าครองชีพแพงขึ้น ทำไมผู้คนยังยอมจ่ายเงินให้งานอดิเรก ?
ย้อนกลับไปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านและหันมานิยมทำกิจกรรมงานอดิเรก เช่น ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ เล่นเกม งานศิลปะและงานฝีมือ มากขึ้น
แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย เงินส่วนหนึ่งก็ไหลกลับไปสู่การท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงปี 2022-2023 ที่เกิดสิ่งที่เรียกว่า Revenge Travel หรือการท่องเที่ยวชดเชยช่วงที่ต้องอยู่บ้านมานาน
แต่ในปี 2026 สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนอีกครั้ง เหตุผลหลักมาจากราคาตั๋วเครื่องบินในสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นราว 26.5% ซึ่งเริ่มกระทบต่องบประมาณในการเดินทางสำหรับใครหลายคน
ดังนั้นผู้บริโภคบางส่วนจึงเปลี่ยนไปใช้จ่ายกับสิ่งอื่นที่ควบคุมได้ง่ายกว่า ยกตัวอย่างเช่น การเดินป่า, แคมปิง, เล่นเกม หรืองานอดิเรกที่ทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน
นอกจากนี้ Bank of America ยังพบว่าชาวอเมริกันที่เป็น Older Millennials หรือ Millennials รุ่นแรก ๆ ยังเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายกับงานอดิเรกมากที่สุด โดยมียอดใช้จ่ายต่อคนสูงกว่ากลุ่ม Gen Z มากกว่า 2 เท่า
ซึ่งงานอดิเรกส่วนใหญ่มักเป็นกิจกรรมที่มีราคาไม่สูงมากอย่าง กิจกรรมแนว Granny Core เช่น งานศิลปะ, ถักนิตติง และอบขนม
ส่วนการใช้จ่ายด้านวิดีโอเกมต่อคนก็ยังเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุ ซึ่งแม้แต่ Gen Z ที่เป็นรุ่นที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด ก็ยังใช้จ่ายเพิ่มถึง 20%
อ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นถึง พฤติกรรมการเลือกใช้จ่ายของคนในยุคนี้ ที่แม้จะตระหนักว่าต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ แต่ก็ยังขอมีบัดเจตไว้สำหรับใช้จ่ายงานอดิเรกเพื่อความสุขเสมอ..
References :
- CNBC, Fastcompany, Firstpost