16 ปี “ไทวัสดุ” ถอดรหัส Brand Trust เบื้องหลังการครองใจผู้บริโภค  สู่แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ยกระดับ Service Standard–Omnichannel–Data ขับเคลื่อน Total Home Solutions
PR News

16 ปี “ไทวัสดุ” ถอดรหัส Brand Trust เบื้องหลังการครองใจผู้บริโภค สู่แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ยกระดับ Service Standard–Omnichannel–Data ขับเคลื่อน Total Home Solutions

14 ต.ค. 2026
บนเส้นทาง 16 ปีของ “ไทวัสดุ” ผู้นำธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ที่เดินหน้าพัฒนาบทบาทของแบรนด์ให้ครอบคลุมทุกความต้องการเรื่องบ้าน พร้อมรักษาความไว้วางใจของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับเป็น แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค หมวดร้านขายวัสดุก่อสร้างที่มีหลายสาขาทั่วประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากผลสำรวจ Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ตอกย้ำการสร้าง Brand Trust ผ่านมาตรฐานสินค้าและบริการ การพัฒนา Customer Experience และการใช้ Omnichannel–Data เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมเรื่องบ้านที่เปลี่ยนไป พร้อมเดินหน้าสู่ Total Home Solutions
เบื้องหลังความเชื่อมั่นดังกล่าว ไทวัสดุเดินหน้าสร้าง Brand Trust ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ การยกระดับ Service Standard ตลอด Customer Journey การขยายสินค้าและบริการจาก Product Retail สู่ Total Home Solutions และการเชื่อม Omnichannel เข้ากับ Data & Insight จาก The 1 เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าให้ลึกขึ้น
และนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตรงกับความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่การสร้าง ซ่อม รีโนเวต ตกแต่งบ้าน ไปจนถึงการใช้ชีวิตในบ้าน พร้อมขับเคลื่อนประสิทธิภาพธุรกิจควบคู่ความยั่งยืนผ่านแนวทาง Smart Green Retail
นายธนวัฒน์ จิรังคพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล โฮม กล่าวว่า “ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ไทวัสดุให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจจากประสบการณ์จริงของลูกค้า เพราะ Brand Trust ไม่ได้เกิดจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถ
ขององค์กรในการส่งมอบมาตรฐานที่ลูกค้าคาดหวังได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะใช้บริการที่สาขาใดหรือผ่านช่องทางใด
หัวใจสำคัญคือการวาง Service Standard ให้ทำงานทั้งระบบใน 5 ด้าน ได้แก่ Product Standard ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน ความหลากหลาย และความพร้อมของสินค้า, Price Standard ที่สร้างความมั่นใจด้านความคุ้มค่าผ่านแนวคิด Everyday Low Price ภายใต้จุดขาย “ครบเรื่องบ้าน ถูกและดี”, People Standard ที่พัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมและมี Product Knowledge, Process Standard ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องในการให้บริการ และ Fulfilment & After-sales ที่เชื่อมการรับสินค้า การจัดส่ง งานติดตั้ง และบริการหลังการขายให้เป็นประสบการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขณะเดียวกัน วันนี้โจทย์ของลูกค้าไม่ได้หยุดอยู่ที่การซื้อวัสดุก่อสร้างเป็นรายสินค้า แต่ขยายไปสู่ความต้องการที่ครอบคลุมทั้ง สร้าง ซ่อม รีโนเวต ตกแต่ง และการใช้ชีวิตในบ้าน ไทวัสดุจึงเดินหน้าพัฒนา Category Development โดยนำ Consumer Insight มาจัด Portfolio ให้สอดคล้องกับ Customer Mission ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่กลุ่มเครื่องมือสำหรับ DIY, Contractor และ Heavy User ไปจนถึง Home Décor, Functional Lighting, Tiles, EV Charger และ Private Label
เป้าหมายคือทำให้ลูกค้า “เลือกง่ายขึ้น ได้ของตรงใจขึ้น และจบงานได้มากขึ้น” โดย Category Development ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจำนวนสินค้าให้มากที่สุด
แต่คือการสร้างทางเลือกที่ตรงกับลักษณะการใช้งานและความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม พร้อมยกระดับบทบาทของไทวัสดุสู่ Total Home Solutions ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องบ้านได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
การรักษาความไว้วางใจในระยะยาวจึงไม่ใช่การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้
โดดเด่น แต่คือการทำให้ทั้งสินค้า ราคา บุคลากร กระบวนการ และบริการทำงานไปในมาตรฐานเดียวกัน พร้อมปรับตัวให้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ไม่ว่าลูกค้าจะมีภารกิจเรื่องบ้านแบบใด ไทวัสดุสามารถช่วยให้เขาจบงานได้ง่ายขึ้นและมั่นใจได้มากขึ้น” นายธนวัฒน์กล่าว
จาก Brand Experience สู่ Data-driven Experience เข้าใจลูกค้าให้ลึกและเชื่อมทุก Journey
ด้านนางสาวชุติพร คงเจริญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เมื่อความต้องการของลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น การสร้าง Brand Experience จึงไม่ใช่เพียงการให้บริการที่ดีแต่ต้องเข้าใจว่าแต่ละกลุ่มมี Customer Mission แตกต่างกัน และทำให้สินค้า ช่องทาง และบริการสามารถเชื่อมต่อกันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการนั้นได้อย่างต่อเนื่อง”
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการพัฒนา Business Model ให้รองรับ Customer Mission ที่หลากหลาย โดยไทวัสดุเริ่มพัฒนา Hybrid Format ตั้งแต่ปี 2019 ผสานจุดแข็งของไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮมไว้ในพื้นที่เดียวกัน
ซึ่งถือเป็น Hybrid Store รายแรกของประเทศไทย เพื่อรองรับตั้งแต่ลูกค้าช่าง ผู้รับเหมา ไปจนถึงเจ้าของบ้าน และทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทั้งสินค้าและโซลูชันเรื่องบ้านได้ครบมากขึ้นในพื้นที่เดียว
https://www.longtungirl.com/e8b42197-80cf-4a10-b46d-51a17f2d6333" width="227" height="151">จาก Physical Experience สู่ Omni-Seamless Experience ไทวัสดุเดินหน้าพัฒนา Omnichannel อย่างต่อเนื่อง โดยมองลูกค้า
เป็นคนเดียวกันไม่ว่าจะเข้ามาจากหน้าร้านหรือช่องทางออนไลน์
เพื่อให้การค้นหา เลือกซื้อ และรับบริการสามารถเชื่อมต่อกันเป็นประสบการณ์เดียว ไม่ว่าลูกค้าจะเริ่มต้นหรือจบ Customer Journey
ผ่านช่องทางใดก็ตาม 
อีกก้าวสำคัญคือการเปลี่ยน Data ให้เป็นความเข้าใจลูกค้าผ่าน The 1 Ecosystem ควบคู่กับ SVOC (Single View of Customer) ที่ช่วยเชื่อมข้อมูลลูกค้าให้เห็นเป็นภาพเดียว ตั้งแต่ Customer Identity, Purchase History พฤติกรรมการซื้อ ความสนใจ และการใช้บริการในแต่ละช่องทางทำให้ทีมสามารถนำ Insight ไปใช้ตั้งแต่การวางแผนสินค้า การบริหารสต็อก การออกแบบบริการ ข้อเสนอและโปรโมชัน ไปจนถึงการสื่อสาร รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดย SVOC ยังเชื่อมโยงกับ Ecosystem ในเครือเซ็นทรัล ทำให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่รอบด้านมากขึ้น
ระยะต่อไป AI จะเข้ามาช่วยต่อยอดจาก Segmentation สู่ Personalization โดยนำพฤติกรรมและความสนใจของลูกค้ามาช่วยเลือกสินค้า คอนเทนต์ และข้อเสนอที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้ Data
ไม่ได้จบเพียงการวิเคราะห์ แต่สามารถนำไปสู่ประสบการณ์ที่ตรงกับลูกค้าจริง
“เราเปลี่ยน Data ให้เป็น Insight และเปลี่ยน Insight ให้เป็น Action เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การรู้ว่าลูกค้าซื้ออะไร แต่คือการเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วนำความเข้าใจนั้นกลับไปพัฒนาสินค้า บริการ การสื่อสาร และประสบการณ์ให้ตรงกับลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้ทุกครั้งที่ลูกค้ามีความต้องการ ไทวัสดุสามารถตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุดและต่อเนื่อง” นางสาวชุติพรกล่าว
Customer Insight ยังถูกต่อยอดจากการพัฒนาประสบการณ์ ไปสู่ New Business Opportunity หนึ่งในตัวอย่างคือการขยายธุรกิจ Fast-Fit ภายใต้แบรนด์ ออโต้วัน (AUTO1)
เพื่อรองรับความต้องการด้านรถยนต์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของฐานลูกค้า ปัจจุบันมีแผนขยายสู่ 80 สาขาทั่วประเทศ และ 200 สาขาภายใน 3 ปีข้างหน้า สะท้อนการนำความเข้าใจลูกค้ามาใช้ทั้งกับการพัฒนาธุรกิจเดิมและการมองหาโอกาสการเติบโตใหม่
อีกมิติของ Brand Trust: ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่สังคมและสิ่งแวดล้อม
นอกเหนือจากการพัฒนาสินค้า บริการ และประสบการณ์ของลูกค้า ไทวัสดุยังมองว่า การเติบโตของธุรกิจต้องเกิดควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเดินหน้าแนวทาง Smart Green
Retail นำเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และ Green Logistics มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันสามารถ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้ประมาณ 95 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี และช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ได้มากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี สะท้อนการนำความยั่งยืนมาเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว
ขณะเดียวกัน การมีเครือข่าย ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม รวม 91 สาขาทั่วประเทศ ทำให้แต่ละสาขามีบทบาทมากกว่าจุดให้บริการทางธุรกิจ แต่ยังเป็น Local Touchpoint ที่เชื่อมความต้องการของแต่ละพื้นที่เข้ากับศักยภาพขององค์กร ทั้งบุคลากร ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายพันธมิตร ผ่านแนวคิด “ไทวัสดุ เคียงข้าง สร้างสุข” ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจ CRC Care ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ Community, People, Well-being และ Environment โดยนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่ธุรกิจมีอยู่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนและชุมชน ซึ่งปัจจุบันโครงการต่าง ๆ สามารถส่งต่อประโยชน์แก่ประชาชนแล้วกว่า 350,000 คน
นายธนวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางการสร้างแบรนด์ของไทวัสดุที่ไม่ได้มอง Brand Trust เป็นเพียงผลลัพธ์ของการสื่อสาร แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นจากประสบการณ์จริงในทุกวัน ตั้งแต่สินค้าที่ลูกค้าเลือกซื้อ ความคุ้มค่าที่ได้รับ ความสะดวกในการใช้บริการ ไปจนถึงการเติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอด 16 ปี เราจึงไม่ได้มองเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต แต่ทำอย่างไรให้ไทวัสดุยังเป็นแบรนด์ที่ลูกค้านึกถึงและไว้วางใจ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น Total Home Solutionss ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเรื่องบ้านของลูกค้าได้อย่างครบวงจรและเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน”
© 2026 Longtungirl. All rights reserved. Privacy Policy.