C Beauty น่าสนใจอย่างไร และทำไมตลาดเครื่องสำอางในจีนถึงโตสวนกระแส ? /
Health
&
Beauty
Business

C Beauty น่าสนใจอย่างไร และทำไมตลาดเครื่องสำอางในจีนถึงโตสวนกระแส ? /

15 พ.ค. 2021
C Beauty น่าสนใจอย่างไร และทำไมตลาดเครื่องสำอางในจีนถึงโตสวนกระแส ? /โดย ลงทุนเกิร์ล
สถานการณ์ตอนนี้ ไม่ว่าจะออกไปไหน เราก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย
ซึ่งสร้างความรำคาญให้กับประชากรผู้หญิงเป็นอย่างมาก
เพราะนอกจากคนอื่นจะมองไม่เห็นการแต่งหน้าของเราแล้ว
เครื่องสำอางยังหลุดติดไปอยู่บนหน้ากากอีก
และยังมีเรื่องที่คนเดินทางออกจากบ้านกันน้อยลง 
ทำให้หลาย ๆ ฝ่ายมองว่าจะต้องกระทบกับตลาดความงามอย่างพวกเครื่องสำอางแน่ ๆ 
แต่กลับกลายเป็นว่า ตลาดเครื่องสำอางในประเทศจีน กลับเติบโตเป็นเท่าตัว
แล้วอะไรเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
จากรายงานของ Deloitte พบว่า ยอดขายของเครื่องสำอางบน Tmall 
ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน 2020 มีมูลค่าอยู่ที่ 45,875 ล้านบาท 
ซึ่งเติบโตเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2019 ที่มียอดขาย 22,695 ล้านบาท 
ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะในช่วงเวลานั้นของปี 2020 
จะเรียกว่าเป็นจุดพีกของสถานการณ์โรคระบาดทั่วโลกเลยก็ว่าได้
แล้วปัจจัยอะไร ที่ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางในจีน ยังคงเติบโต ? 
อย่างแรกเลยก็คือ การเติบโตของ E-Commerce 
โดยปัจจุบัน ประเทศจีนมีอัตราการเข้าถึง E-Commerce สูงถึง 31.4% ซึ่งถือว่ามากสุดในโลก 
และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 15.9% เกือบเท่าตัว
ทำให้แม้หน้าร้านจะปิดหรือคนจะเดินทางออกจากบ้านน้อยลง 
แต่การขายสินค้าก็ไม่สะดุด เพราะมีช่องทาง E-Commerce รองรับอยู่
ปัจจัยต่อมาก็คือเทรนด์ของ Fast Beauty
ที่ผ่านมาเราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า Fast Fashion หรือ แฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว
แต่ในแง่ความงามเราอาจจะไม่ได้เห็นสินค้าใหม่ ถูกปล่อยออกมาบ่อยนัก
ส่วนมากก็มักจะปีละ 1-2 ครั้ง หรือตามเทศกาลสำคัญต่าง ๆ 
แต่ไม่ใช่กับแบรนด์ Flower Knows ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องสำอางแบรนด์จีน ที่เลือกใช้กลยุทธ์ Fast Beauty
โดยแบรนด์พยายามปรับกระบวนการพัฒนาและการผลิต ให้ใช้เวลาน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
จนในที่สุด Flower Knows ก็สามารถปล่อยสินค้าคอลเลกชันใหม่ ๆ ออกมาได้จำนวน 6-7 คอลเลกชันต่อปี
นับว่าเป็นการปล่อยสินค้าใหม่ที่บ่อยมาก เมื่อเทียบกับแบรนด์อย่าง Fenty Beauty ที่ปล่อยสินค้า 1-2 คอลเลกชันต่อปี
นอกจากนั้น ราคาสินค้าของ Flower Knows ยังค่อนข้างถูก และเน้นแพ็กเกจจิงที่สวยงาม
เมื่อประกอบกับการที่สินค้าจะมาไวไปไว ไม่ซื้อตอนนี้ สินค้าก็จะหมด เพื่อเปลี่ยนคอลเลกชันใหม่
จึงทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ไม่ยาก 
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าของถูก จะได้รับความนิยมเพียงอย่างเดียว 
จริง ๆ แล้ว ยังมีคนจีนอีกหลายคน ที่มีความเชื่อว่า “ของยิ่งแพง = ของดีมีคุณภาพ”
โดยผลสำรวจของ OG&C Consultants พบว่า 58% ของผู้บริโภคยอมที่จะซื้อสินค้าราคาแพง
ในขณะเดียวกัน 36% ของผู้บริโภคก็พร้อมที่จะอัปเกรดสินค้าที่ตัวเองใช้ให้มีมูลค่าสูงขึ้น
และจุดนี้เองที่แบรนด์ระดับโลกหลายแบรนด์เล็งเห็น และเข้ามาทำตลาดในประเทศจีน
อย่างเช่น The History of Whoo ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ความงามหลักหมื่น จากประเทศเกาหลี
ก็เลือกเข้ามาทำตลาดในประเทศจีน โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง
ซึ่งปัจจุบัน The History of Whoo ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ต่างประเทศที่ครองใจ
ลูกค้าชาวจีนได้อย่างง่ายดาย
อ่านมาถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่าประเทศจีนมีพร้อมแล้ว 
ทั้งช่องทางในการขาย และแบรนด์สินค้าที่จะมาขาย 
แต่อีกหนึ่งสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ ผู้ที่จะจูงใจให้คนซื้อ 
โดยหนึ่งในวิธีที่กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุดก็คือ การใช้งานอินฟลูเอนเซอร์
เชื่อหรือไม่ว่า 20-50% ของผู้บริโภคชาวจีน ตัดสินใจซื้อสินค้าจากคำพูดของอินฟลูเอนเซอร์
ฉะนั้นหากเราเลือกใช้งานอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นผู้นำทางความคิดอย่างถูกคน
ก็จะช่วยส่งเสริมให้แบรนด์สามารถเติบโตได้เช่นกัน
อย่าง L'Oréal ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทความงามระดับโลก และเป็นแบรนด์ต่างประเทศอันดับหนึ่งในจีน
ก็เลือกใช้ลิซ่า แบล็กพิงก์ ที่เป็นที่นิยมในประเทศจีน 
มาเป็น Global Brand Ambassador ให้กับแบรนด์ในเครือ
นอกจากนั้นยังมี KOL หรืออินฟลูเอนเซอร์รายเล็กลงมาอีกเป็นจำนวนมาก 
แต่ก็สร้างยอดขายไปไม่น้อย ผ่านการไลฟ์สดขายสินค้า 
ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างมากในประเทศจีน 
ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2020 Chenhui Zhu หรือ Cherie ก็สามารถทำยอดขายได้ 1.2 หมื่นล้านบาทในวันคนโสดเพียงวันเดียว
ทั้งหมดนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมตลาดเครื่องสำอางในประเทศจีนจึงน่าสนใจ
ดึงดูดให้เกิดทั้งผู้เล่นท้องถิ่นรายใหม่ ๆ รวมถึงการเข้ามาของผู้เล่นจากต่างประเทศ
ทำให้ตลาดเครื่องสำอางในจีนยังคงเติบโต 
ในขณะที่สถานการณ์ของประเทศอื่น ๆ อาจจะกำลังเผชิญความท้าทาย..
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.