คู่รัก ที่กลายเป็นมหาเศรษฐี 70,000 ล้าน จาก “ชานมไข่มุก”
Business

คู่รัก ที่กลายเป็นมหาเศรษฐี 70,000 ล้าน จาก “ชานมไข่มุก”

8 ก.ค. 2021
คู่รัก ที่กลายเป็นมหาเศรษฐี 70,000 ล้าน จาก “ชานมไข่มุก” /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ “ยูนิคอร์นตัวแรก” ในวงการชานม ก็คือ Nayuki
ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 แสนล้านบาท และเพิ่งจะ IPO ไปเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2021 ที่ผ่านมานี้เอง
เรื่องราวของ Nayuki น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
แบรนด์ชานมไข่มุก Nayuki มีต้นกำเนิดมาจากเซินเจิ้น ประเทศจีน ซึ่งชาวจีนจะเรียกแบรนด์นี้ว่า Naixue’s Tea (奈雪的茶) ที่มีความหมายว่า ชาของนายูกิ
เรื่องราวของแบรนด์ Nayuki นั้นเกิดขึ้นในปี 2014 หรือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยมีผู้ก่อตั้งคือ คุณ Peng Xin และคุณ Zhao Lin
ทั้งคู่ได้พบกันครั้งแรกเมื่อปี 2013 และหลังจากนั้น 3 เดือน พวกเขาก็ตัดสินใจแต่งงานกัน พร้อมกับเปิดร้านชานม Nayuki ขึ้น
สาเหตุที่พวกเขาใช้ชื่อร้านว่า Nayuki ก็มีที่มาจาก นามแฝงในโลกออนไลน์ของคุณ Peng Xin นั่นเอง
โดยแบรนด์ Nayuki จะมีจุดเด่นในการเลือกใช้วัตถุดิบอย่าง นมสดและผลไม้สด, ใบชาคุณภาพสูง และมักจะเติมวิปชีส หรือท็อปปิงแบบจัดเต็มด้วยครีมและผลไม้
นอกจากนี้ แบรนด์ Nayuki ยังมีเบเกอรีอบสดใหม่ วางขายในร้าน ตั้งแต่เค้ก ขนมปัง และของหวานอื่น ๆ อีกหลากหลายเมนู
ที่น่าสนใจคือ เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ ในท้องตลาดแล้ว ราคาชาต่อแก้วของแบรนด์ Nayuki จะถือว่าค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
โดยชานมทั่ว ๆ ไปในจีนจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อแก้ว แต่สำหรับที่ Nayuki ชา 1 แก้ว กลับมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 130 บาท
ซึ่งถือว่าสูงกว่าร้านทั่วไปถึง 2.6 เท่า หรือถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ ราคาชานมของ Nayuki 1 แก้ว จะสามารถซื้อชานมร้านอื่นได้ เกือบ 3 แก้วนั่นเอง
แต่สิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนสนใจอยากจะแวะเวียนมาจิบน้ำชาในที่แห่งนี้ ก็คือ เมนูที่แปลกใหม่ และนับตั้งแต่ปี 2018 แบรนด์ Nayuki ได้วางกลยุทธ์เป็นการออกเมนูใหม่ทุก ๆ สัปดาห์ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ ๆ
นอกจากนั้น เรื่องนี้ยังเป็นการทำให้แบรนด์ดูทันสมัย เข้ากับเทรนด์ที่ลูกค้ากำลังนิยมอยู่ได้
เช่น ขนมปังไส้ครีมทุเรียน เมนูพิเศษที่ใช้ผลไม้ขวัญใจของใครหลายคน
ปัจจุบัน Nayuki ถือเป็นแบรนด์ชาสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ของจีน และ Nayuki ยังได้ขยายสาขาไปแล้วเกือบ 500 แห่งในประเทศจีน ซึ่งสาขาทั้งหมดจะถูกบริหารโดยตรงจากบริษัท ไม่ใช่ในรูปแบบการขายแฟรนไชส์
โดยในปี 2020 บริษัททำรายได้อยู่ที่ 14,267 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า
แต่ทว่าบริษัทกลับเผชิญปัญหาขาดทุนสูงถึง 1,010 ล้านบาท ซึ่งทาง Nayuki แจ้งว่าเป็นผลมาจากวิกฤติโรคระบาด จนส่งผลให้ Nayuki ต้องปิดร้านชั่วคราวเกือบทั้งหมดในจีน
รวมถึงการขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรม ของสินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวายจากโรคระบาดนี้ Nayuki ก็ได้ตัดสินใจจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงในวันที่ 29 มิถุนายน ปีนี้
โดยปัจจุบัน บริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ 118,152 ล้านบาท
ส่งผลให้ Nayuki เป็นยูนิคอร์นตัวแรกในวงการชานมที่ทำการ IPO หรือการจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นนั่นเอง
ในขณะเดียวกัน Forbes ยังได้คาดว่าผู้ก่อตั้งทั้งสองจะมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากการ IPO ในครั้งนี้ถึงคนละ 35,266 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้นของทั้งคู่
ซึ่งถ้าหากรวมกันแล้ว ทั้งคู่จะมีทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 70,532 ล้านบาทเลยทีเดียว
อีกเรื่องที่น่าสนใจ ก็คือ ปัจจุบันแบรนด์ Nayuki ครองส่วนแบ่งในตลาดชาแบบ Premium Modern ในจีนสูงถึง 19% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับ 2 ในตลาดนี้
และสำหรับแบรนด์ที่ครองอันดับ 1 ก็คือ HEYTEA ที่มีส่วนแบ่งในตลาดถึง 28% ซึ่ง HEYTEA ยังมีสาขาเกือบ 700 แห่งในจีน และในสิงคโปร์อีก 4 แห่ง
ดังนั้น HEYTEA จึงถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่แข็งแกร่งมากสำหรับ Nayuki ซึ่ง Nayuki ก็ได้เตรียมแผนที่จะใช้เงินที่ได้มาจากการ IPO เพื่อขยายสาขาอีก 650 แห่ง และถ้าหากเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ตลาดชานมในจีนน่าจะดุเดือดขึ้นอีกไม่น้อยเลยทีเดียว..
แม้ว่าในวันนี้ Nayuki ตอนนี้จะยังไม่ใช่แบรนด์ชาอันดับ 1 ของจีน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พวกเขาเดินทางมาได้ไกลมาก
จากจุดเริ่มต้นของสองสามีภรรยาที่เริ่มเปิดร้านชานมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในประเทศที่แทบจะมีร้านชาอยู่ทุกหัวมุมถนน แต่ในวันนี้ ร้านของพวกเขากลับกระจายอยู่ใน 70 เมืองของประเทศ
และถ้าหากถามพวกเขาว่า อะไรคือสิ่งที่เขายึดถือจนทำให้เดินมาได้ไกลขนาดนี้
เราก็อาจจะได้คำตอบว่า “รสชาติ”
ซึ่งพวกเขาได้เคยกล่าวไว้ว่า “จิบแรกนั้นสร้างความประทับใจ
แต่จิบสุดท้าย คือ เหตุผลที่ลูกค้ากลับมา..”
© 2021 Longtungirl. All rights reserved.